สุทธิคุณ กองทอง หนุ่ม

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

แม่ชีทศพร ให้ธรรมทานเรื่อง ทำไมจึงควรทำบุญกับพระพุทธศาสนา























มีคนเกี่ยงว่าทำไมต้องทำบุญกับพระพุทธศาสนาสัมมาอาชีพถึงจะดี ก็ขอตอบย้ำกันอีกครั้งว่า เพราะพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ เงินที่เราได้มาถ้ามีพระสงฆ์เป็นผู้รับ เมื่อเอาไปใส่ในตู้บริจาคของค่าน้ำค่าไฟ ไม่ว่าพระสงฆ์จะทำอะไรก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้มันใช้ไฟทั้งหมดอันนี้พระสงฆ์อยู่ในการปฏิบัติที่ครบองค์สงฆ์ วันหนึ่งท่านทำกิจของท่านสิบอย่าง คนที่ควายค่าน้ำค่าไฟไว้ก็จะประสบความสำเร็จในเรื่องของการประกอบสัมมาอาชีพและไม่มีกรรม ไม่มีเศษกรรมตกมาที่ตัวเอง ต้องบอกเลยว่าคนทั้งโลกไม่รู้ว่าเงินที่ทำมาหากินแล้วทำไมอยู่มาถึงจุดหนึ่ง คนทุกคนในบ้านมีเหตุให้เป็นไป คือ มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนโดยที่ว่าก็ทำบุญนะ สร้างพระ สร้างศาลา ทำอะไรทุกอย่าง แต่ทำไมกรรมมันถึงยังเป็นตะกอนกรรมอยู่อีก ทุกคนแน่ใจไหมว่าแหล่งที่มาของเงินนั้นได้มาอย่างบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์


อ้าว…ยังมีคนไม่อยากทำบุญกับพระพุทธศาสนา อยากทำบุญสร้างโรงพยาบาล อยากทำบุญกับเด็กด้อยโอกาส อยากทำบุญกับคนที่ไม่มีจะกิน นั่นก็ถือว่าเงินของคุณยังไม่ถึงกับบุญที่เรียกว่าทำบุญกับผู้มีศีล
เพราะว่าทำบุญกับคนที่ไม่มีศีล 100 ครั้ง ไม่เท่ากับทำบุญกับคนที่มีศีลครั้งเดียว ทำบุญกับคนที่มีศีล 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับทำกับสามเณรครั้งเดียว
ทำบุญกับสามเณร 100 ครั้งก็ไม่เท่ากับทำบุญกับพระสงฆ์ครั้งเดียว
ทำบุญกับพระสงฆ์ 100 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับทำกับพระอรหันต์ครั้งเดียว
ทำบุญกับพระอรหันต์ 100 ครั้งก็ไม่เหมือนกับทำกับพระพุทธเจ้าครั้งเดียว
ทำบุญกับพระพุทธเจ้า 100 ครั้งก็ไม่เท่ากับทำสังฆทานครั้งเดียว


สังฆทานยิ่งใหญ่มากเหรอ ทำไมถึงทำบุญกับพระพุทธเจ้าถึง 100 ครั้ง ยังไม่เท่ากับ ทำสังฆทานเพียงครั้งเดียว มันใหญ่มากเพราะว่าสังฆทานเนี่ย พระทุกที่ทั้ง 4 ทิศสามารถใช้สังฆทานนี้ได้ จึงเรียกว่า มหาสังฆทาน”


อย่างแม่ชีทำบุญที่สนามหลวงแม่ทำบุญกับคนที่ไม่มีศีล ถามว่าแม่เบิกบานใจไหมแม่ก็เบิกบานใจ แต่ถามว่าแม่ได้อะไรจากตรงนั้นไหม แม่ได้ความสุขใจแป๊บนึง แต่พอแม่มาทำบุญกับพระหลายๆ รูป เป็นพันๆ องค์ หมื่นๆ องค์ แม่รู้สึกเลยว่าแม่สัมผัสได้ว่าเราน้ำตาไหลไม่หยุด น้ำตาเราไหลไม่หยุด มันเหมือนกับเราปีติ เวลาพระให้พรทีนึงเรารู้ได้เลยว่าเราได้ แล้วการนั่งสมาธิหรือว่าการพูดหรือการรู้ มันก็แบบว่ากว้างไปอีก กว้างออกไปอีก ตัวรู้นะ ตัวปัญญานะ มันกว้างออกไปอีก ธรรมดาเราก็รู้อยู่แล้ว พอเราทำบุญกับพระ ปีหนึ่งทำบุญกับพระอย่างเช่น พุทธมณฑลอย่างนี้ จะมีพระรับปริญญาทั่วโลกที่มาที่พุทธมณฑล พอแม่ทำครั้งหนึ่ง 4 วัน เช้าเพล เช้าเพล เช้าเพล พอหลังจากทำเสร็จ แม่ก็มานั่งเจริญกรรมฐาน กรรมฐานแม่เปลี่ยนไปเลยนะ… กรรมฐานจากที่เรานั่งเราก็นิ่งอยู่แล้วเราก็ปรกติอยู่แล้ว แต่มันทำให้สมาธิเราคมชัดมากขึ้นอีก


ลูกศิษย์ที่รู้ว่าแม่ทำบุญเขาจะมาช่วยแม่ประมาณ 300-400 คน เพราะแม่ทำคนเดียวไม่ได้ ใน 300-400 คน ก็มีบุญร่วมกัน คนนี้เป็นหนี้มากแม่บอกว่าไปล้างหม้อ ล้างชามแล้วอธิษฐานไป เป็นหนี้กรรมกับใครเรื่องการเงิน เป็นหนี้เรื่องกรรมอะไรอย่างนี้ ขอล้างถ้วยล้างชาม ในการปฏิบัติกับพระสงฆ์ในครั้งนี้ ส่งผลเป็นบุญให้คนที่เคยเป็นหนี้รับบุญด้วย แล้วหลังจากที่ทำแล้วเขาประสบความสำเร็จนะ หนี้เขาก็หลุด ชีวิตเขาก็ดีขึ้น เขาทำงานแค่วันละ 200 นะ เขาทำงานแค่วันละ 200 แล้วมาเจอกันใหม่ เขาสดใสขึ้น ดีขึ้น ทุกคนก็จะจ้องมาว่า แม่จะมีอะไรให้ทำ คนนี้ปอกผลไม้ ปอกกันตั้งแต่ตี 2 เช้าขึ้นมาบุญที่เราทำ พระจะต้องมาฉันเช้าตอนประมาณ 7 โมง 6 โมงของทุกอย่างต้องขึ้นโต๊ะ 400 กว่าโต๊ะ ซึ่งแม่ทำคนเดียวไม่ได้ แล้วทุกคนไม่ง่วง ไม่ง่วงเพราะบุญ บุญของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ไม่ง่วงไม่ต้องกินกาแฟ ไม่ต้องกินอะไร แต่ว่าเพราะบุญทำให้ไม่ง่วง


ส่วนคนที่เลือกทำกับอย่างอื่นก็ยังได้บุญอยู่ แต่ว่าผลของบุญนั้นมันน้อย เห็นเขามีกินแล้วสุขใจก็ถือว่าเป็นบุญ แต่บุญของพระพุทธศาสนา บุญของพระสงฆ์ที่เป็นเนื้อนาบุญ มันมากกว่าเพราะว่าพระท่านนุ่งห่มผ้าเหลือง ท่านเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างนี้ ส่งผลเป็นบุญมหาศาล แม่เห็นในขณะที่พระนั่งฉันอยู่ แม่ก็นั่งอยู่ข้างล่างพระท่านนั่งอยู่ที่อาสน์สงฆ์ ก่อนที่ท่านจะฉันข้าว ท่านจะถวายข้าวพระพุทธก่อน พอถวายข้าวพระพุทธเสร็จแล้วท่านถึงจะลาข้าวพระพุทธเพื่อให้ท่านฉัน ถ้าแปลเป็นความหมายว่าอาหารที่ได้มาไม่ได้ฉันเพื่อความเมามันกำลัง ฉันไปเพื่อการประพฤติดีปฏิบัติชอบ พอท่านฉันเสร็จ พระรูปแรกที่อยู่หัวแถว จะพูดเป็นภาษาบาลีว่า ยถา” พอ ยถา” ตรงนี้ปุ๊บอาหารที่ท่านฉันไปเป็นเหมือนสายน้ำ เป็นแม่น้ำเลยนะ เป็นน้ำเป็นสายเลย แล้วใครที่ใส่บาตรไว้ บุญมันสำเร็จเลย


แต่คนที่ใส่บาตรมักจะไม่ค่อยกรวดน้ำ คนที่ใส่บาตรเสร็จแล้วมักจะไม่ค่อยกรวดน้ำ ถามว่าไม่กรวดน้ำแล้วโมฆะ ไม่โมฆะ กรวดวันนี้ก็ได้ ใส่บาตรมา 10 ปีไม่เคยกรวดน้ำ มันก็เหมือนว่า เอ๊..เราใส่บาตรทุกวันทำไมเราทำดีแล้วยังไม่มีคนเห็นในความดีของเรา ก็เพราะเราไม่ได้ยินดีในบุญที่เราทำ เราต้องยินดีในบุญที่ทำไม่ใช่ว่า ทำเพราะเขาทำกันมานานแล้ว ถ้าวันไหนไม่ใส่ก็รู้สึกว่าไม่สบายใจ อะไรอย่างนี้ มันเป็นกิจวัตรที่จะต้องทำ แต่ไม่ได้ใส่ใจในบุญ ต้องใส่ใจในบุญว่า บุญที่ใส่ไป เราต้องกรวดน้ำ แต่ว่าถ้าการนั่งกรรมฐานไม่ต้องใช้น้ำกรวด อ่านหนังสือเบิกบุญแม่แล้วเขาบอก กรวดน้ำตั้งหลายขวดกว่าจะหมดเพราะมันยาว ถ้าหนังสือแม่ไม่ต้องกรวดน้ำใช้อธิษฐานเอา แต่บุญที่ถวายสังฆทานหรือบุญที่ทำบุญกับพระสงฆ์ด้วยอาหาร ต้องกรวดน้ำบุญมันจะได้สำเร็จเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น