สุทธิคุณ กองทอง หนุ่ม

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

‘บุญเกียรติ โชควัฒนา’ ชวน “ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ” ทฤษฎีคิดบวกเพื่อเปลี่ยนชีวิตธรรมดาสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน



บุญเกียรติ โชควัฒนา และทิพาภรณ์ โชควัฒนา (ภรรยา)



เกล็ดดาว พานิชสมัย




ลูกจัน จันจิรา จันทร์โฉม ควงแฟนหนุ่ม ติ๊ก กลิ่นสี ชาญณรงค์ ขันทีท้าว



ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช อดีตมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2552


เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ กับภรรยา นก-ชลิดา เถาว์ชาลี



มีสุข แจ้งมีสุข (จากรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง) ผู้ดำเนินรายการ



ระริน อุทกะพันธ์ ปัญจรุ่งโรจน์ ขอลายเซ็นต์บุญเกียรติ โชควัฒนา




จากซ้าย

1.กิตยาภรณ์ ชัยถาวรเสถียร (ลูกสาว) กรรมการบริหาร บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล

2. สมพล ชัยสิริโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไอ.ซี.ซี.ฯ

3. เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ผู้บริหารอาวุโส บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จากัด

4. บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อานวยการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชนั่ แนล

5. ชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารใหญ่ บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จากัด

6.ระริน อุทกะพันธ์ุปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.อมรินทร์พริน้ ตงิ้แอนด์พับลิชชิ่ง

7.ศ.เกียรติคุณ นพ.บุญชอบ พงษ์พาณิชย์ ประธานมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ

8. ดร.อมรา ตัณฑ์สมบุญ






‘บุญเกียรติ โชควัฒนา’ ชวน “ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ”

ทฤษฎีคิดบวกเพื่อเปลี่ยนชีวิตธรรมดาสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ ในเครือบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัทไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวหนังสือ “ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ” โดย บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไอ.ซี.ซี.ฯ ซีอีโอระดับหมื่นล้าน ที่จะมาชวนคุณ ‘ท้าตัวเอง’ ให้คิดบวกและเชื่อมั่น เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน ภายในงานมี ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.อมรินทร์ฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์บุญชอบ พงษ์พาณิชย์ ประธานมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ ,ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ ,ชุติมา ดุรงค์เดช , และดร.อมรา ตัณฑ์สมบุญ ฯลฯ ร่วมเป็นเกียรติในงาน

“ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ” หนังสือเล่มที่สองของ บุญเกียรติ โชควัฒนา หนึ่งในนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จระดับหมื่นล้าน ด้วยแนวคิดบวกและทฤษฎีความเชื่อที่นำประสบการณ์ในการใช้ความคิด ผสานกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนา มาสร้างสรรค์และพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้คิดดี และคิดเป็นอย่างมีระบบ “ผมมั่นใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จเป็นคนที่ใช้ความคิดมากพอจนทำให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ การคิดบวกทำให้จิตเปิดกว้างไวต่อการรับรู้ทั้งในสิ่งที่ดีและไม่ดี เมื่อเราคิดบวกบ่อยๆจะเกิดพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับตนเอง และองค์กร และการคิดบวกล่วงหน้าทำให้เกิดพลังบวก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสิ่งต่างๆที่เราคิดให้เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีเงื่อนไข”

“ทฤษฎีความเชื่อง่ายๆ มีอยู่ว่า ถ้ามีใครมาบอกหรือสอนอะไรเรา ให้เราเชื่อไว้ก่อน ถ้าตราบใดสิ่งที่เชื่อนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนกับใคร การเปิดใจรับฟังและนำเอาสิ่งที่รับฟังเข้ามาไว้ในการรับรู้ของตนเองน่าจะดีกว่าการปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ไม่เป็น ไม่ถูก ใช้จิตของเรารับฟังและคิดตาม ทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง และสรุปว่าน่าเชื่อหรือไม่ หรือรับเอามาเป็นความรู้ หรือเป็นหลักคิดให้กับตัวเราได้อย่างไรบ้าง ความคาดหวังของผมต่อหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้และสังเกตมุมมองความคิดที่ผมนำเสนอ เพื่ออาจจะนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการใช้ความคิด หรือใช้ความเชื่อของตนให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมด้วย”

ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง “วันนี้คุณควร ‘ท้าตัวเอง’ ในเรื่องอะไร” โดยบุญเกียรติได้กล่าวถึงการท้าทายตนเอง และองค์กรในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน “เริ่มต้นด้วยการท้าทายตนเองก่อนว่า เราต้องฟันฝ่าเศรษฐกิจเช่นนี้ไปได้อย่างไม่มีเงื่อนไข การที่เราท้าทายตนเองอย่างนี้ก็จะทำให้เราคิดหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้เราทำได้จริงๆ ตามที่เราท้าทายตัวเองไว้ เมื่อเราคิดวิธีการต่างๆ ได้มากถึงระดับหนึ่งแล้ว เราก็จะทำให้ผู้บริหารในทุกระดับเกิดความเชื่อมั่นว่า มันเป็นไปได้ และทุกครั้งที่เราฟันฝ่าเศรษฐกิจไปได้แล้ว เราก็จะเกิดศักยภาพเพิ่มขึ้น เพื่อการสร้างความเจริญเติบโตให้องค์กรต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นในสภาพสังคมที่มีความแตกแยกเช่นปัจจุบัน คนไทยจำเป็นต้องคิดท้าทายตัวเองว่า ไม่ว่าสภาพสังคมจะเป็นอย่างไร ตัวเราเองก็จะอยู่ในสังคมนั้นได้อย่างมีความสุขและมีความเจริญก้าวหน้าได้ด้วย ซึ่งจะดีกว่าคนที่ชอบเอาปัญหาของสังคมมาเป็นปัญหาของตนเอง ทำให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น แต่เราควรคิดที่จะวางตนเองให้เหมาะสมเพื่อจะไม่ทำให้สังคมแตกแยกมากยิ่งขึ้นไปอีก”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์บุญชอบ พงษ์พาณิชย์ ประธานมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ ผู้เขียนคำนิยมในหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า “ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ รวดเดียวจบ รู้สึกชื่นชมคุณบุญเกียรติที่เป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้า มีความสามารถในการเขียนหนังสือจากประสบการณ์เป็นประโยชน์ ตลอดจนเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ โดยเฉพาะแนวคิดบวกจากคำสอนของดร.เทียม โชควัฒนา ที่สามารถแก้ไขและเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้ยังนำธรรมะมาเป็นแนวทางปฏิบัติ”

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้เขียนคำนิยมอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า “ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ คือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความคิดและความเชื่อ รวมกันเป็น mindset ซึ่งควบคุมการกระทำของเรา ถ้า mindset เป็นบวก คือมีความคิดดีและเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและสร้างความเจริญแก่องค์กร สังคม หรือหมู่คณะ แต่ถ้าเป็นไปในทางลบก็จะให้ผลตรงกันข้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณบุญเกียรติได้ประสบมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นการเปิดใจรับฟัง และใช้สติพิจารณาก่อนเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน จะทำให้เราได้ความรู้เพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องต่างๆได้ดียิ่งขึ้น”

พบพลังแห่งความดีที่สร้างได้ด้วยตนเองจากภายใน เพียงแค่จุดเล็กๆเริ่มต้นจากความเชื่อว่าต้องคิดบวก เพื่อการสรรสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้น เสมือนเกราะป้องกันอุปสรรคและอุปัทวะทั้งปวง เราขอท้าให้คุณอ่าน... “ท้าให้คิด ท้าให้เชื่อ” โดย บุญเกียรติ โชควัฒนา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะได้แล้ววันนี้ ที่ร้านนายอินทร์และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ



**ขอขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์**

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการตลาดและสื่อสารแบรนด์ – หนังสือเล่ม

จุฑามาศ วิภาสประทีป (เป้) โทร. 0-2422-9999 ต่อ 4145 / 081- 424-7118 Email : jutamasv@amarin.co.th

มนภา พงค์ธเนศวร (แอล) โทร. 0-2-422-9999 ต่อ 4187 / 081-771-1517 Email : manapah@gmail.com






วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

งาน “สตรีไทย ภาระ คือ พลัง”













งาน
“สตรีไทย ภาระ คือ พลัง” จัดขึ้นเนื่องในในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 76 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 12 สิงหาคมศกนี้ และในวาระครบรอบ 5 ปี “วันสตรีไทย” อีกทั้งในโอกาสที่สภาสตรีแห่งชาติฯดำเนินงานมาครบ 52 ปี ซึ่งปีนี้นับเป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ ดอกกล้วยไม้ พระนาม “แคทลียา ควีนสิริกิติ์” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำ “วันสตรีไทย” และยังได้พระราชทาน “กล้าไม้ยืนต้นโตเร็ว” ได้แก่ คูน สะเดา กันเกลา และ พยุง แก่ผู้นำองค์กรสตรีทั่วประเทศ เพื่อนำไปปลูก ในโครงการ “ปลูกต้นไม้ คลายโลกร้อน” เพื่อให้สตรีไทยตระหนัก และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน อีกด้วย

งาน “สตรีไทย ภาระ คือ พลัง” ได้รับความร่วมมือจากหน่วยภาครัฐ คือ กระทรวง พลังงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย และภาคธุรกิจเอกชนอีกมากมาย ได้แก่ บริษัท ไทย เบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ออมสิน โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดงานได้ยึดตามแนว พระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสพระราชทาน
“วันสตรีไทย” เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ว่า สตรีไทยมีภาระหน้าสำคัญ 4 ประการ คือหน้าที่ “แม่” ที่ต้องเลี้ยงดูลูกด้วยความเมตตา ให้ความรัก ความอบอุ่น และเป็นที่ยึดมั่นของลูก หน้าที่ “แม่บ้าน”ทำให้บ้านมีความน่าอยู่ เป็นที่พักพิง อันอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัว ช่วยเก็บออมและเพิ่มพูนทรัพย์สินให้ครอบครัว หน้าที่ “รักษาเอกลักษณ์ของความเป็นสตรีไทย” ผู้มีความนุ่มนวล อ่อนโยน สุภาพ เมตตา และยิ้มแย้มแจ่มใส รวมทั้งธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย อันละเอียดประณีตให้เป็นที่ชื่นชมของนานาชาติตลอดไป และหน้าที่ “ฝึกฝนตนเอง“ ให้มีความรู้ความสามารถ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน มีวินัย

สตรีไทยในยุคปัจจุบัน มีความคิดที่ก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น จึงนำ “ภาระหน้าที่” นั้นมาแปรเปลี่ยนให้เป็น “พลัง” ในการร่วม “ขับเคลื่อน” “ผลักดัน” และ “สนับสนุน” ให้ประเทศเจริญรุดหน้า ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยมีกิจกรรมที่สะท้อนถึงแนวคิดหลัก "วานนี้ วันนี้ และ อนาคต” กิจกรรมที่น่าสนใจ คือ นิทรรศการยอดมณีแห่งราชจักรีวงศ์ นิทรรศการประวัติสภาสตรีแห่งชาติใน พระบรมราชินูปถัมภ์ นิทรรศการสตรีไทยดีเด่น-เยาวสตรีไทยดีเด่น การสัมมนาในหัวข้อต่างๆ ที่สตรีไทย ในยุคปัจจุบันควรให้ความสนใจ กิจกรรมสภาสตรีสร้างอาชีพ การประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่นประจำปี 2551 การออกร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูก และกิจกรรมบันเทิงที่น่าสนใจอีกมากมาย

และในวันที่ 5 สิงหาคมศกนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จประทานโล่แก่สตรีไทยดีเด่น 50 คน และเยาวสตรีไทย ดีเด่น 9 คน พร้อมประกอบพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

งาน “สตรีไทย ภาระ คือ พลัง” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2551 ณ ฮอลล์ 3 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ผู้สนใจเข้าชมงานฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถซื้อดอกกล้วยไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทย “แคทลียา ควีนสิริกิติ์” ได้ภายในงาน ในราคาดอกละ 150 บาท รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบเพื่อสาธารณประโยชน์แก่องค์กรสตรีทั่วไทย โดยเฉพาะองค์กรสตรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สอบถามรายละเอียด.....
วนรรษมล เอี่ยมวิจารณ์ โทร. 081 827 3568
ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รักครั้งสุดท้ายทายาทตลาดดัง หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ “ดี” จน จรินทร์ ธรรมวัฒนะ “ไม่กล้าเลว” รับมีลูกชาย แต่ไม่เคยแต่งงาน!!





นิตยสาร WhO?

เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง ภาพ : ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์

แต่งหน้า : ภัทชา อินสุวรรโณ

รักครั้งสุดท้ายทายาทตลาดดัง

หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ “ดี” จน จรินทร์ ธรรมวัฒนะ “ไม่กล้าเลว”

รับมีลูกชาย แต่ไม่เคยแต่งงาน!!

อดีตเด็กเกเรไร้ซึ่งใบปริญญา วันนี้เขาก้าวเข้ามาบริหารธุรกิจพันล้านเต็มตัว นอกเหนือความน่าสนใจในฐานะทายาทตลาด “ยิ่งเจริญ” จรินทร์ ธรรมวัฒนะ ยังกลายเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของดาราสาว “หนิง-ปณิตา” รักครั้งสุดท้ายของผู้ชายที่เคยพลาด และลูกที่เกิดจากความประมาทโดยไม่เคยมีครอบครัว

หลายสัปดาห์ก่อนฉากโรแมนซ์ คุกเข่าขอแต่งงานบนเรือสำราญกลางลำน้ำเจ้าพระยาระหว่าง จรินทร์ ธรรมวัฒนะ กับนางร้ายในจอ หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ เป็นข่าวเซอร์ไพร์สคนทั้งวงการ จากนั้นไม่นานข่าวขยายเกี่ยวกับชีวิตของว่าที่เจ้าบ่าวกลับเซอร์ไพร์สยิ่งกว่า เมื่อเนื้อหาระบุว่า ทายาทตลาดยิ่งเจริญอย่างคุณจิน เคยผ่านการมีครอบครัวและพ่วงด้วยลูกชายวัยกำลังซนอีกหนึ่งคน

ดูเหมือนความรักที่แสนหวานจะเจอกับบททดสอบ เมื่อฝ่ายหญิงบอกเพียงสั้นๆ ว่า รายละเอียดของเรื่องนี้ให้ไปถามคุณจินกันเอาเอง อดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเธอไม่ได้มีส่วนรับรู้ แต่สำหรับปัจจุบันทั้งคู่พยายามคิดและทำให้เด็กคนหนึ่งมีความพร้อมที่สุด

/// ยินดีลูกเรียก “พ่อ”

ในวันที่นักธุรกิจหนุ่มวัย 29 ปี ปฏิเสธข่าวเคยมีครอบครัว แต่ยอมรับว่ามีบุตร คุณจินตอบคำถามด้วยใบหน้าสดใสและยินดีเผยเรื่องราวส่วนตัวเพื่อทุกคนจะได้รู้จักตัวตนของเขาให้มากขึ้น“เรื่องลูกหนิงรู้มานานแล้วครับ รู้มาก่อนที่จะคบเป็นแฟนกันอีก ตอนนี้ก็อายุขวบกว่าๆ ผมก็ส่งเสียค่าเลี้ยงดู อะไรที่ช่วยได้ผมก็ทำให้หมด จริงๆ เราไม่เคยคบเป็นแฟน การมีลูกตรงนี้ เรียกว่าผมประมาทดีกว่า มันเป็นความประมาทที่ไม่ควรเกิดขึ้น ตอนคลอดผมก็ไปเซ็นรับรองเป็นบุตร ซึ่งก็ได้มีการตรวจดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้ว แต่เขาใช้นามสกุล แม่เขา แต่ด้วยความที่เรา ไม่เคยคบกัน ไม่เคยอยู่กินกัน ในเรื่องลูกแม่เขาก็เป็นคน ดูแลไป”

ส่วนอนาคตหากเด็กคนนี้จะเรียกคุณจินว่า “พ่อ” เขาก็ยินดี “จะเรียกพ่อหรือเปล่าผมไม่รู้ แล้วแต่เขา จะเรียกอะไรก็ได้ผมไม่ว่าอยู่แล้ว ความตั้งใจผมก็จะส่งเสียให้เขาได้ดีที่สุด ให้ได้เรียนสูงที่สุด คุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยเหลือเรื่องนี้ตลอด”

// ชีวิตติด “ตลาด”

ชี้แจงกรณีเป็นข่าวให้คลายสงสัย ชีวิตของหนุ่มคนนี้ยังมีเรื่องชวนสนใจ ค่าที่เป็นทายาทคนกลางของ ปริญญา และจันทิรา ธรรมวัฒนะ เจ้าของกิจการตลาดยิ่งเจริญ และรั้งตำแหน่งกรรมการ บริหารบริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ดูแลอาณาจักร ยิ่งเจริญ ย่านสะพานใหม่ ห้างเยส ที่กำลังปรับโฉมใหม่เป็นตลาดยิ่งเจริญบางพลี จ.สมุทรปราการ และตลาดยิ่งเจริญปาร์ค จ.อุบลราชธานี

คุณจินมีพี่ชายและน้องสาว (นครินทร์-นริน) เกิดที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา พออายุประมาณขวบ เศษคุณพ่อคุณแม่จึงพากลับมาอยู่เมืองไทย และกลับไปเรียนไฮสคูลที่สหรัฐอเมริกา

“คุณพ่อคุณแม่ไม่ดุ ครอบครัวผมเลี้ยงดูกันด้วยเหตุผลมากกว่า จริงๆ เป็นนโยบาย ของบ้านเลยว่า ห้ามตีลูก (ยิ้ม) พ่อแม่เลี้ยงผมด้วยตัวเองไม่มีพี่เลี้ยง ทำให้ครอบครัวเราสนิทกันมาก ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่เริ่มทำธุรกิจจิวเวอร์รี่ส่งออก สมัยนั้นคุณพ่อจะมี โรงเรียนสอนออกแบบแต่ ตอนนี้ปิดตัวไปแล้ว ซึ่งก็ยังมีธุรกิจโกลด์มาสเตอร์ เรียกว่าชีวิตผมเติบโต มากับการสร้างธุรกิจ ของคุณพ่อ ผมโตมากับโรงงานจิวเวลรี่เลย” นักธุรกิจหนุ่มย้อนความในวัยเยาว์

เติบโตมาท่ามกลางธุรกิจครอบครัว ทำให้คุณจินคลุกคลีและเรียนรู้การทำงานมาตลอด จนเมื่อคุณพ่อเข้ามาบริหารตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เขาจึงมีโอกาสฝึกงาน และช่วยเหลืองานอย่างจริงจัง

“ ผมชินกับตลาดมาตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งสมัยนั้นต้องมากินข้าวกับคุณย่า(สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ)เป็นประจำ พอวันนี้ผมมาดูแลตลาดก็ทำให้คุ้นเคยกับพ่อค้าแม่ค้า เกือบทุกวันผมจะต้องลงไปตรวจตลาด กับผู้จัดการเป็นประจำว่าแผงขายของเรียบร้อยหรือไม่ มีใครล้ำแผงกันหรือเปล่า แล้วพื้นตลาด ของแต่ละร้านสกปรกอย่างไร ผมจะดูแลความสะอาดของตลาดเสมอๆ ”

//เสเพล เกเร เรียนไม่จบ

ก่อนจะมาเป็นผู้บริหารไฟแรงเฉกเช่นปัจจุบัน คุณจิน เล่าถึงวีรกรรมในวัยเรียนที่ไม่ค่อย จะสนใจเรียนนัก หลังถูกย้ายจากสหรัฐอเมริกาให้กลับมาเรียนไฮสคูลที่ โรงเรียนนานาชาติ ไอเอสบีในเมืองไทย แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ( ABAC ) เรียนอยู่หลายคณะ รวมถึงสาขาดนตรี ด้วยความเป็นคนติดเพื่อน จึงเป็นสาเหตุทำให้เรียนไม่จบปริญญาตรี

“ตอนเด็กๆ ผมเกเรมาก(เน้นเสียง) เกเรจนโดนพักการเรียน 1 เดือนช่วงที่เรียนอยู่ไอเอสบี ตอนที่เรียนอยู่อเมริกาผมก็โดดเรียนประจำ วัยเด็กมันสนุกไง เพราะได้เจอเพื่อน ผมก็รักสนุกอยากเที่ยวด้วย แล้วตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ ABAC เรียนมาตั้ง 8-9 ปี ก็ยังไม่จบ ขนาดผมเลือกเรียนทุกคณะเลย” กล่าวพลางหัวเราะให้กับอดีตของตัวเอง

กระทั่งเวลาผ่านไป เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ชีวิตที่เคยสนุกสนานเกเรจึงถึงจุดอิ่มตัว “ผมก็ไม่รู้ว่าหยุด ได้ยังไง เหมือนคนที่เบื่ออะไรแบบนี้แล้ว ทุกวันนี้ผมจะไปสังสรรค์ กับเพื่อนแต่ละครั้งก็จะไป บ้านเพื่อนแทน แต่จะไม่ไปเที่ยวตามผับตามบาร์แล้ว เพราะเบื่อ เคยไปเหมือนกัน แต่เข้าไปได้เพียง 5 นาทีผมก็เดินออกมา”

เหนือสิ่งอื่นใด คุณพ่อเป็นคนสำคัญที่ดึงให้เขากลับมาอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต คำสอนที่ผู้เป็นพ่อ ปลูกฝังอยู่เสมอคือ เมื่ออดีตกลับไปแก้ไขไม่ได้ ก็ขอให้อยู่กับปัจจุบันและทำวันนี้ให้ดีที่สุด “ผมไม่ชอบเรียน ไม่ชอบอ่านด้วย แต่ชอบที่จะลงมือทำ ผมเลยขอคุณพ่อมาทำงานที่ตลาดเอง คุณพ่อคุณแม่บอกว่า อยากจะทำงาน ก็ให้มาทำเลย” เขาจึงเลือกที่จะทิ้งการเรียนด้วยการเข้ามา บริหารตลาดยิ่งเจริญแทนพ่อในวัย 24 ปี

ผู้บริหารหนุ่มหน้าใส ต้องปรับตัวหลายอย่าง คุณจิน ถ่ายทอดความรู้สึกในวันวานด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนั้นก็มีการลองผิดลองถูกเหมือนกัน เวลาช่วยผมได้เยอะ แต่ตอนนี้ก็ถือว่าการบริหารงานของ ผมก็โอเคดีแล้วครับ ผมมีลูกน้องดี ผมมีพ่อค้าแม่ค้าที่ดี แล้วคุณพ่อก็ยังให้การสนับสนุน ในการทำหน้าที่ของผมอย่างดีมากด้วย”

//พ่อค้าแม่ค้า คือ เจ้านาย

กิจวัตรประจำวันของทายาทตลาดดัง คือ การตื่นประมาณ 8 โมงเช้า เดินทางถึงออฟฟิศ 9 โมง จากนั้นเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร เสร็จแล้วจึงลงไปตรวจตลาดบนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 2,000 แผง เรียกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่บริหารตลาดยิ่งเจริญ เขายังมีหลักการทำงานที่น่าสนใจ

“หลักบริหารตลาดของผมไม่มีอะไรมาก พ่อค้าแม่ค้าเป็นเจ้านาย (หัวเราะ) แม่ค้าคือคน ในครอบครัวของเรา เพราะถ้าไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้ เขาไม่มีเราเขาก็อยู่ไม่ได้ เราเลยต้องพึ่งพา อาศัยกัน พ่อจะสอนผมตลอดว่า บริหารตลาดไม่เหมือนที่อื่น มันคือ Management my walking การเดินนั่นแหละคือการบริหารตลาดที่ดี ถ้านั่งบริหารงานอยู่ข้างบนไม่เห็นอะไรหรอก ต้องเดินลง ไปดูข้างล่าง เพราะตลาดของผมเน้นย้ำเสมอว่าต้องสะอาด และอาหารต้องไม่มี สารพิษเจือปน ”

นอกจากนี้ในแต่ละวันเขาจะขับรถไปดูแลงานที่ตลาดยิ่งเจริญบางพลี ส่วนที่ จ.อุบลฯ จะเดินทาง ไปดูแลเดือนละครั้ง เนื่องจากมีคุณหน่อง(น้องชายเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) เป็นหุ้นส่วน คอยบริหารงานอยู่ที่นั่นด้วย

//แอบรัก...กลายเป็นรักครั้งสุดท้าย

เมื่อธุรกิจหลายพันล้าน ที่เขาทุ่มเทสร้างเพื่ออนาคตกำลังไปได้สวย เหตุนี้กระมังจึงถึงเวลาที่จะหา ใครสักคนมาช่วยดูแล และหญิงสาวผู้โชคดีที่กำลังจะก้าวสู่สะใภ้ตระกูลดังและมั่งคั่ง “ธรรมวัฒนะ” คือดาราสาว หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ เพื่อนสนิทของนางเอก นุ่น-วรนุช ภรรยาทายาทสิงห์ ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี ซึ่งฝ่ายชายต่างก็เป็นเพื่อนซี้ร่วมก๊วนเดียวกัน

“จริงๆ ผมแอบชอบหนิงมานานแล้ว แต่เวลาไม่ตรงกันเท่านั้นเอง เขาเป็นคนดีเป็นคนรักครอบครัว เป็นคนเอาใจใส่ในทุกๆเรื่อง เป็นคนตั้งใจจะทำอะไรแล้วเต็มที่มาก หนิงเป็นคนน่ารักครับ เขาเป็นคนที่อยู่กับเราแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากเป็นคนดี(หัวเราะ)” ชื่นชมดาราสาวไม่ขาดปาก

ครั้นถามว่าเป็นรักแรกพบหรือไม่ เจ้าตัวยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกาย “ใช่ๆ ผมชอบหนิงตั้งแต่เจอเลย แต่คงไม่ถึงขั้นรักตั้งแต่แรกเจอ (ยิ้มเขิน) ก็ผมก็แอบชอบหนิงมานาน พอดีว่าจังหวะนั้น มันยังไม่ตรงกัน ผมว่า ก็ดีแล้วที่ตอนนั้นจังหวะไม่ตรงกัน ไม่อย่างนั้นตอนนี้อาจไปด้วยกันไม่ รอดก็ได้(หัวเราะ) มาเจอ มาคบกันตอนนี้ดีกว่า เพราะมาคบกันตอนที่เราพร้อมแล้ว”

อยู่ในสถานะเพื่อนร่วมก๊วนมานานราว 4 ปี จนถึงเวลาที่คุณจิน อยากเปลี่ยนสถานะเป็นคู่ชีวิต ของฝ่ายหญิงหลังดูใจกันได้สักระยะ เขาจึงใช้วิธีขอแต่งงานด้วยการเซอร์ไพร์สใน บรรยากาศแสนโรแมนติก “ผมเป็นคนที่ค่อยๆ ซึมเข้าไป เขาก็ไม่รู้ตัวหรอก หนิงมารู้ว่าผมแอบชอบ ก็ไม่นาน ประมาณ 5-6 เดือนที่ผ่านมา ก่อนที่ผมจะให้แหวนขอแต่งงาน ผมก็จะมีของใช้เล็กๆน้อยๆ ซื้อกระเป๋าให้บ้าง ส่วนของอื่นที่ผมให้หนิงผมจำไม่ได้แล้ว (ยิ้ม) แต่ของที่ให้ก็ไม่ใช่ของชิ้นใหญ่อะไร เป็นแค่ของแทนใจเท่านั้น”

ทั้งที่เรียนรู้ดูใจกันไม่ถึงปี เช่นนั้นคุณจินหมายมั่นว่ารักครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน ชายหนุ่มตอบ กลับน้ำเสียงจริงจัง “ผมว่าผมพอแล้ว เป็นรักครั้งสุดท้าย(หัวเราะ) ผมพอแล้วจริงๆ ผมจะทำหน้าที่ ให้ดีที่สุด ผมตั้งใจอยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่เราจะอยู่ด้วย คงไม่เกเรไปไหน เพราะว่าไปขอลูกสาว เขามาแล้ว ก็ต้องดูแลให้ดี อีกอย่างหนึ่งหนิงเขาเป็นคนดีมาก ดีจนเราไม่กล้าไปทำตัวเลว ส่วนครอบครัวผม แฮปปี้มาก คุณพ่อคุณแม่ผมก็รักหนิงมาก คุณแม่ดีใจมาก บอกว่าแต่งๆไปเถอะ แม่บอกว่าเธอน่าจะแต่งนานแล้ว เธอเจอคนที่ดีก็อย่าปล่อยให้เขาหลุดมือไปไหน” ว่าที่เจ้าบ่าว กล่าวถึงความรักครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าขวยเขิน

/// “จิน” ดีที่เป็นธรรมชาติ

ขณะที่ฝ่ายหญิงบอกผ่านความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อฝ่ายชายเช่นกัน “เขาเป็นคนที่คิดดี ทำดีกับทุกคน ตั้งแต่หนิงรู้จักและคบเขาเป็นเพื่อนมา หนิงไม่เคยเห็นเขาว่าใคร หรือนินทาใคร ไม่เคยเห็นเขาจะร้ายใส่ใคร เขาเป็นคนที่ละเอียด เอาเรื่องของคนอื่นมาคิดตลอด แล้วเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมมาก คือเป็นคนที่ใช้ชิวิตแบบธรรมดา แล้วหนิงก็มีความรู้สึกเดียวกัน เพราะถ้าให้มาอยู่ด้วยกันแล้วทำตัวเป็นลูกคุณหนู หรือทำตัวแบบฉันใหญ่ ฉันเจ๋ง มาทำให้คนรอบข้าวของหนิงไม่แฮ้ปปี้ไปด้วย ก็คงไม่น่ารัก

จินเป็นคนดี เป็นคนจิตใจดี แล้วเท่าที่หนิงสัมผัสได้ เขาเป็นคนที่พยายามจะทำแต่เรื่องดีๆ ให้เราตลอด คือตอนเป็นเพื่อนกันเขาเป็นยังไง ตอนคบกันก็เป็นอย่างนั้น คือไม่ได้หมายความว่าเพิ่งจะมาคบกันแล้วเขาเพิ่งจะมาทำดีกับเรา คือผู้ชายบางคนจะทำดีกับผู้หญิงคนนึงเพราะอยากจะจีบผู้หญิงคนนั้น แต่สำหรับจิน คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติของตัวเขา คือตัวตนของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาพยายามจะทำเพื่อเอาชนะใจใครคนใดคนนึงเท่านั้น”

ส่วนเรื่องสินสอดทองหมั้นที่จะสู่ขอดาราสาวนั้น คุณจินรีบแจงทันที “เรื่องนี้ไม่ทราบ จริงๆ อยู่ที่ผู้ใหญ่คุยกันครับ” แต่เรื่องเรือนหอคงสร้างอยู่ติดกับบ้านของครอบครัวซึ่งกำลังเจรจาเรื่องที่ดินอยู่ เมื่อถามว่าไปเที่ยวกับแฟนสาวมีสถานที่ไหนประทับใจกันบ้าง คุณจินตอบแบบหวาน จนน้ำตาลเรียกพี่ “ผมไม่ค่อยไปเที่ยวไหนสองต่อสอง ไปก็จะมีเพื่อนๆ ในกลุ่ม อย่าง นุ่น-วรนุช พี่ต๊อด-ปิติ และ เจี๊ยบ- ชมพูนุช จริงๆ ผมอยู่กับหนิงที่ไหนผมก็ประทับใจ หมดละครับ คงไม่มีสถานที่ไหน ที่ประทับใจเป็น พิเศษ เพราะสถานที่ไหนมีหนิงอยู่ด้วยก็ดีไปทุกที่เลยจริงๆ”

กว่าจะลงเอ่ยด้วยการขอแต่งงาน คงเป็นเรื่องธรรมดาของคู่หนุ่มสาวที่จะมีเรื่องหึงหวงกันบ้าง ซึ่งทั้งคู่เป็นคนขี้หึงไม่แพ้กัน “ผมเป็นคนขี้หึงมาก(หัวเราะ) หนิงก็หึงเหมือนกัน หึงพอกันๆ จริงๆ ตรงนี้การคบกันย่อมต้องมีพื้นฐาน คือ ต้องเชื่อใจกัน ซึ่งตอนนี้ผมก็ลดลง เพราะว่า กำลังจะแต่งงานกัน จะมานั่งหึงอะไรกันอีกไม่รู้ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ต้องหึงแล้ว ยิ่งใกล้แต่ง งานเรื่องหึงก็น้อยลง”

//บวชก่อนเบียดเพื่อ “หนิง”

ก่อนทั้งคู่จะเข้าสู่ประตูวิวาห์กลางเดือนธันวาคม 2554 นักธุรกิจหนุ่มตั้งใจบวชเป็นครั้งที่สอง ในวันที่ 23 ก.ค.2554 ซึ่งต้องเดินทางไปบวชที่ประเทศอินเดีย โดยเจ้าตัวบอกเหตุผลการบวช ก่อนเบียดครั้งนี้ว่า “ผมเคยบวชมาแล้วตอนอายุ 20 ครั้งหนึ่ง สาเหตุที่เลือกไปบวชที่อินเดียเพราะว่า ผมไปอินเดียมา 3 รอบแล้ว รอบแรกไปกับที่บ้าน ก็ได้เจอท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทย กุสินาราเฉลิมราชย์ สนทนาธรรมถูกคอ ท่านก็บอกมาช่วยสร้างสถานพยาบาล วัดให้หน่อย ผมก็เลยสร้างพระปางประสูติให้เช่า ชื่อว่า รุ่นยิ่งเจริญ เสร็จปุ๊บรอบสองไปถวายเงิน ให้กับท่านเจ้าคุณ

ส่วนรอบสาม ไปเมื่อต้นปีพาหนิง แล้วก็นุ่นกับต๊อดไปด้วยเพราะเขายังไม่เคยไปกัน นอกจากนี้ก็มีคุณแม่พี่ต๊อดไปด้วย (อรุณี ภิรมย์ภักดี) ด้วยความที่ผมสนิทกับท่านมา ตั้งแต่ผมเด็กๆ ผมก็จะ นับถือแม่พี่ต๊อดเหมือนเป็นแม่บุญธรรมผม ตอนที่ไประหว่างที่นั่งคุยๆ กันว่าจะแต่งงาน หนิงบอกว่าถ้าจะแต่งหนิงขออะไรอย่างหนึ่งได้หรือเปล่า เขาก็บอกว่า ต้องบวชอีกรอบหนึ่ง ผมก็บอกว่าเคย บวชไปแล้ว แต่เมื่อหนิงขอ ผมก็บอกไปว่า ‘ได้’ ผมไม่รู้เหตุผลอะไร พอเขาขอผมปั๊บผมรับปากทันที เขางงๆเหมือนกัน ทำไมให้คำตอบง่ายจัง พอ กลับเมืองไทยมาก็บอก คุณพ่อคุณแม่ แล้วท่านเจ้าคุณบอกว่าบวชอินเดียซิได้กุศลแรงดี มาบวชใต้ต้นโพธิ์ ท่านจะบวชให้ ท่านบอกว่ามีวัดไทยอยู่วัด หนึ่งกำลังบูรณะจะได้มาช่วยแบกปูนขนทราย(หัวเราะ) ผมก็คิดว่าจะอยู่จำ พรรษาที่อินเดียเกือบเดือนแล้วค่อยกลับมาสึกที่วัดสระเกศ ชีวิตคงพบแต่ความสุข”

เป็นความสุขที่น่ายินดีกับว่าที่เจ้าบ่าว ที่ทำทุกอย่างเพื่อจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับ ว่าที่เจ้าสาว หนิง-ปณิตา ในอนาคต…



บ้านประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน…เพิ่มความสุข พล.ท. ดร.ยอดยุทธ บุญญาธิการ คุณภาพชีวิตในบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม




นิตยสาร WhO?

เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง

ภาพ : ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์

แต่งหน้า : บัณฑิต บุญมี

บ้านประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน…เพิ่มความสุข

พล.ท. ดร.ยอดยุทธ บุญญาธิการ

คุณภาพชีวิตในบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

[INTRO] เรียบง่ายแต่พอดีกับบ้านประหยัดพลังงานของครอบครัว “บุญญาธิการ” ที่ขนาดของบ้านไม่สำคัญเท่าความสุขกาย สบายใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

[Body] เพราะตระหนักดีว่าคุณภาพชีวิตที่ดีมาจากความสุขของทุกคนในครอบครัว บิ๊กยอด-พล.ท. ดร.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (ผบ.นปอ.) จึงอยากได้บ้านที่อยู่แล้วสบายกาย สบายใจ และสบายตา โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกทุกคนเป็นหลัก ก่อนจะตัดสินใจสร้างบ้านขนาด 570 ตารางเมตร บนพื้นที่ 110 ตารางวา ย่านหลักสี่ เป็นบ้านประหยัดพลังงาน ที่นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังอบอุ่นอยู่สบายตรงตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าของทุกประการ

// ประหยัดพลังงานด้วยหลัก 3 ประการ

“หลายปีก่อนผมได้ไปบ้านเพื่อนหลายคนที่อยู่หมู่บ้านจัดสรร สังเกตว่าทำไมเข้าไปนั่งในบ้านแล้วรู้สึกอึดอัด เพราะเป็นห้องสี่เหลี่ยมมีแต่ผนังฉาบปูน ก่อนสร้างบ้านใหม่ ผมจึงคิดว่าจะสร้างระบบใหม่ที่ประหยัดพลังงาน หรือสร้างแบบเดิมดี” ท่าน ผบ.เปิดประเด็นถึงที่มาของบ้านหลังใหม่ที่ใช้งบประมาณเพียงไม่กี่ล้านบาท

ความที่ไม่ชอบรูปแบบของบ้านจัดสรร ซึ่งส่วนใหญ่มีหน้าตาคล้ายๆ กัน คือห้องสี่เหลี่ยมผนังทึบรอบด้าน อยู่แล้วอึดอัด ไม่สบาย บิ๊กยอดจึงให้้พี่ชาย ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ ออกแบบบ้านประหยัดพลังงานหลังนี้ให้ โดยเน้นหลัก 3 ประการ คือ แสงที่เหมาะสม สบายตา ไม่อึดอัด มองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ ประการที่ 2 คือไม่มีเสา โดยออกแบบให้ใช้วัสดุมวลเบาทั้งหลังคาและผนัง ทำให้มีพื้นที่โล่งโปร่งตา สามารถกั้นห้องได้ตามต้องการ และประการสุดท้ายคือวัสดุที่ใช้ต้องกันความร้อนและความชื้น เช่น ผนังใช้วัสดุมวลเบาที่สามารถกันความร้อนได้ พื้นฉาบด้วยโฟมก่อนเทปูนเพื่อกันความชื้นจากใต้ดินและป้องกันเชื้อรา รวมถึงประตูหน้าต่างก็ใช้กระจกฮีตสต็อปซึ่งมีคุณสมบัติในการกันรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตและรังสีอินฟาเรตไม่ให้ผ่านเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ทำให้บรรยากาศภายในมืดทึมเหมือนอย่างการติดฟิล์มกระจกทั่วไป ประกอบกับการใช้สีอ่อนตัดกับสีเข้มในปริมาณที่พอดี บ้านหลังนี้จึงสว่าง ปลอดโปร่ง และเย็นสบาย จนแทบไม่ต้องพึ่งแสงไฟและเครื่องปรับอากาศ

นอกจากนี้เจ้าของบ้านยังลดความร้อนภายนอกด้วยการปลูกต้นไม้รอบบ้าน โดยดูทิศทางลมให้สามารถพัดผ่านได้อย่างดี “ผมพยายามปลูกต้นไม้ให้เป็นรั้วเพื่อไม่ให้บ้านดูทึบ ส่วนด้านหลังเป็นทิศตะวันตกจึงเน้นปลูกต้นไม้ให้สามารถบังเงาแดดเพื่อลดความร้อนลงได้ การปลูกต้นไม้ต้องดูทิศทางแดด ทิศทางลมด้วยว่าจะให้ลมเข้าด้านไหน แล้วให้ออกด้านไหน” บิ๊กยอดบอกหลักการในการปลูกต้นไม้ซึ่งทำให้ได้ร่มเงาเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจข้างนอกบ้านเพิ่มอีกหลายมุม

//ประหยัดเงิน แต่ทนทานนานปี

นอกจากประหยัดพลังงานแล้ว ท่าน ผบ.บอกว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้าน ประหยัดพลังงานแบบนี้ยังถูกกว่าบ้านทั่วไปอีกด้วย เพราะวัสดุที่ใช้ราคาถูกกว่า หนำซ้ำระยะเวลาในการก่อสร้างยังน้อยกว่า จึงนับว่าคุ้มค่าประหยัดราคา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“ผมว่าที่ถูกกว่าเพราะวัสดุเหลือใช้ไม่มี ไม้แบบเราก็ไม่ต้องเสีย การก่อสร้างก็เร็วกว่าแบบเดิม บ้านหลังนี้สร้างจริงๆ ไม่เกิน 6 เดือน เลยประหยัดเรื่องค่าแรง ไม้แบบ และวัสดุบางอย่างก็ถูกกว่า ใครที่กำลังจะสร้างบ้านใหม่ อยากหันมาปลูกบ้านประหยัดพลังงานแบบผมก็ลองศึกษาดูได้ครับ” แบ่งปันข้อมูลด้วยรอยยิ้มภูมิใจในบ้านอนุรักษ์พลังงานของตัวเอง

แม้จะมีเรื่องความประหยัดเป็นข้อดีที่เห็นได้ชัด แต่หลายคนก็นึกเป็นห่วงเรื่องความแข็งแรงของตัวบ้าน เพราะบ้านประหยัดพลังงานแบบนี้ไม่มีโครงสร้างเหมือนบ้านทั่วไป โดยเฉพาะเสาบ้านซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นโครงสร้างหลักของบ้านที่ขาดไม่ได้ ก่อนจะสร้างบ้านหลังนี้บรรดาคนใกล้ชิดจึงมีคำถามตามมาให้บิ๊กยอดตอบไม่ได้ขาด

“ผมเห็นเมืองนอกก็ใช้ระบบนี้ แผ่นดินไหวหรือเจอพายุแรงๆ ก็ทนแรงเสียดทานได้ดีกว่าบ้านทั่วไป เรียกว่ามั่นคงถาวร ทุกจุดของบ้านมีการดึงและยึดกันอย่างดี วัสดุที่ใช้ก็ไม่ย่อยสลาย เช่น ฉนวนโฟมอยู่ด้านในก็ไม่มีวันย่อยสลาย แต่ถ้าเป็นอิฐ-ปูน 100-200 ปีก็อาจหมดอายุ ร่อนออกตามกาลเวลา ผมไปดูบ้านประหยัดพลังงานของพี่สาวที่ปลูกมาเป็นสิบปีก็ยังคงทน สีที่ทาผนังบ้านทาไปแล้วก็ไม่แตกร้าวเหมือนบ้านทั่วไป เพราะเคลือบด้วยกาวซีเมนต์ ผมเลือกสีเบรทโคลฉาบ รับประกันว่าไม่มีการแตกร้าว” ย้ำชัดถึงความมั่นคงแข็งแรงของตัวบ้าน แถมยังสนับสนุนให้หันมาสร้างบ้านประหยัดพลังงาน เพราะนอกจากจะช่วยเซฟค่าไฟในอนาคตแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้คุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย

//สะดวกสบาย สไตล์เรียบง่าย

เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวบ้าน สไตล์การตกแต่งภายในดูเรียบง่ายไม่ต่างจากภาพลักษณ์ภายนอก แต่เน้นที่ความสะอาดสะอ้าน สะดวกสบายในการใช้งาน ตามสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของ

“การตกแต่งภายในบ้านไม่ได้หรูหราอะไร เน้นเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก จึงไม่เน้นเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาแพง แต่งตามความสะดวกในการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหาร เคาร์เตอร์ก็พยายามให้ดูเรียบง่าย หยิบใช้สะดวก ใกล้กัน ผมเน้นความเรียบง่ายสะดวกกับการใช้ชีวิตมากกว่า” บิ๊กยอดเผยถึงสไตล์การตกแต่ง ก่อนจะพาเดินชมภายในบ้านอย่างใกล้ชิดชนิดเข้าถึงทุกห้อง

เริ่มจากชั้นล่างซึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ประกอบไปด้วยส่วนรับแขก และส่วนรับประทานอาหารซึ่งใช้เป็นห้องเอนกประสงค์ ทั้งรับประทานอาหาร นั่งเล่น ดูทีวี และอ่านหนังสือ รวมถึงห้องคาราโอเกะที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอน หรือจะเปิดประตูบานเลื่อนเชื่อมต่อพื้นที่เข้ากับห้องรับแขกก็กลายเป็นห้องสังสรรค์ขนาดใหญ่ ใช้สำหรับต้อนรับแขกจำนวนมากได้ ยิ่งวันเสาร์-อาทิตย์ที่ถือเป็นวันรวมญาติ ห้องคาราโอเกะจะถูกจับจองจากญาติพี่น้องที่ชื่นชอบการร้องเพลงอยู่เสมอ แต่สำหรับท่าน ผบ.แล้ว ออกตัวว่าร้องเพลงไม่เก่ง ส่วนใหญ่จะเป็นคนเปิดเพลงให้คนอื่นๆ ร้องมากกว่า โดยเฉพาะภรรยา (พวงเพ็ญ บุญญาธิการ) ที่ท่านบอกว่าร้องเพลงเพราะไม่แพ้มืออาชีพ

“ผมร้องเพลงไม่เก่ง (หัวเราะ) แต่แม่บ้านผมชอบร้อง เรียกว่าน้องๆ สวลี ผกาพันธ์ จริงๆ ห้องคาราโอเกะผมให้พี่ชายดีไซน์เผื่อเอาไว้ด้วย เพราะเคยไปบ้านเพื่อนที่มีญาติผู้ใหญ่อายุมาก จะขึ้น-ลงบันไดก็ไม่ไหวกันแล้ว ผมเลยให้ออกแบบห้องคาราโอเกะเอาไว้เป็นห้องนอนในยามที่แก่เฒ่าด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้ เลยใช้เป็นห้องคาราโอเกะ ดูหนัง และยังใช้เป็นห้องประชุมลับได้ด้วย เพราะมีบานเลื่อนปิดเป็นห้องส่วนตัวได้เวลามีแขกมาพูดคุยในเรื่องสำคัญๆ

เพลงที่ผมร้องจะเป็นเพลงเก่าๆ (หัวเราะ) อย่างเพลงลุ่มเจ้าพระยา ของคุณสุเทพ วงศ์คำแหง หรือเป็นเพลงคู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมจะคอยเปิดเพลงให้เขามากกว่า (ยิ้ม) วันเสาร์-อาทิตย์จะมีญาติมารวมตัวกันที่บ้าน ที่ปลูกติดกันก็เป็นบ้านน้องสาว หลังถัดไปเป็นบ้านพี่สาวแฟน ส่วนหลานอยู่พุทธมณฑล เสาร์-อาทิตย์ก็จะมารับประทานอาหารที่บ้าน เสร็จก็สังสรรค์ด้วยการร้องคาราโอเกะกัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ออกไปกินข้าวที่ไหน เรากินอาหารที่ภรรยาทำ อยู่กันสบายๆ ไม่ได้เน้นเรื่องความหรูหราอะไร” เล่าจบบิ๊กยอดก็ชวนภรรยาจับไมค์ร้องคาราโอเกะโชว์ลูกคอระดับมืออาชีพให้ฟังทันที

เพราะชอบรับประทานอาหารฝีมือภรรยา ที่บ้านจึงมีทั้งครัวฝรั่งและครัวไทย โดยครัวฝรั่งอยู่ในบ้าน ใช้เตรียมอาหารง่ายๆ ส่วนครัวไทยอยู่ข้างนอก เป็นครัวขนาดใหญ่ใช้ทำอาหารจำนวนมาก ด้านหลังยังเป็นลานซักล้างในร่มที่อากาศถ่ายเทดีไม่อบอ้าว จึงสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้สะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนตกแดดออก

บนชั้น 2 เป็นมุมส่วนตัวของสมาชิกในบ้าน เพราะเป็นห้องนอนของแต่ละคน ภายในห้องนอนใหญ่ของบิ๊กยอดกับภรรยามีห้องแต่งตัวกว้างขวาง แสงธรรมชาติส่องสว่างเพียงพอ สามารถเดินต่อเนื่องไปยังห้องน้ำภายในได้อย่างสะดวก ส่วนห้องนอนลูกสาว (ปวิตา โตทับเที่ยง) และลูกชาย (ร.ต.ณัฐกรณ์ บุญญาธิการ) ก็มีระเบียงและห้องน้ำในตัว เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ในอนาคต สำหรับชั้น 3 เป็นห้องใต้หลังคาที่จัดให้มีมุมไหว้พระ มุมทำงาน และมุมอ่านหนังสือ เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกันทั้งครอบครัว

เมื่อถามว่าชอบมุมไหนในบ้านมากที่สุด บิ๊กยอดบอกว่าชอบทุกมุม เพราะไม่ว่าจะมุมไหนก็เย็นสบายทั่วถึง มีความสุขได้ในทุกส่วนของบ้าน

//เศรษฐกิจพอเพียง…ความสุขในบ้านหลังเล็ก

ในฐานะหัวหน้าครอบครัวนำพาสมาชิกให้อนุรักษ์พลังงานและรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างบ้านประหยัดพลังงานและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ในฐานะ ผบ.นปอ. ที่มีภารกิจในการป้องกันประเทศชาติ และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัยอันเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ท. ดร.ยอดยุทธยังน้อมนำแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่กำลังพลและประชาชน เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าและอนุรักษ์สายน้ำมาปฏิบัติ ผ่านกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) หนึ่งในหน่วยงานในสังกัด ที่จัดทำโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ เนื่องในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา โดยเริ่มจากกิจกรรม “คืนความสดใสให้คลองบางซื่อ เพื่อถวายพ่อหลวง” ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันฟื้นฟูสภาพน้ำเสียให้กลับมาดีดังเดิม

โดยท่าน ผบ.เผยมุมมองแนวคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ในรับผิดชอบหรือครอบครัว ต่างก็ต้องเน้นเรื่องคุณภาพชีวิตของสมาชิกและผู้เกี่ยวข้องเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านครอบครัว สิ่งที่จะก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่โตอย่างที่หลายคนอยากมี แต่เกิดจากความสุขในการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในบ้านมากกว่า “ไม่ว่าจะทำงานหรืออยู่บ้านผมเน้นเรื่องของคุณภาพชีวิต ผมดูแล้วบ้านไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โตอะไรมาก เพราะเห็นเพื่อนบางคนสร้างบ้านใหญ่โตมโหฬารแล้วก็อยู่กัน 2 คน น่าจะเหงามากกว่ามีความสุข เลยกลายมาเป็นแนวคิดที่ว่า สร้างบ้านต้องอยู่แล้วพอดีๆ แต่เน้นเรื่องของคุณภาพชีวิต เข้ามาอยู่ในบ้านแล้วต้องสะดวกสบายกับการใช้สอย อยู่แล้วต้องสบายกาย สบายใจ”

ความสุขกาย สบายใจของบ้านบุญญาธิการมาจากความสมดุลในการดำเนินชีวิต เพราะหัวหน้าครอบครัวใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แค่การใช้จ่าย แต่บิ๊กยอดใช้ความพอเพียง พอดีกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันชีวิตในทุกด้าน

“ผมใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการดำรงชีวิต คือใช้ชีวิตอย่างพอดี พอประมาณ ไม่ฟุ่มเฟือยหรือประหยัดเกินไป ใช้เงินให้พอเหมาะกับฐานะ ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว มีภูมิคุ้มกัน คือจะใช้จ่าย ลงทุน หรือทำกิจการอะไรต้องมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันว่าถ้าล้มเหลวหรือไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจต้องไม่เกิดความเสียหายจนเกินกว่าจะแก้ไข ซึ่งหลักปรัชญาในเรื่องความพอดี มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันนี้ ใช้กับการดำเนินชีวิตได้ทุกเรื่อง ทุกอย่าง เป็นทหารต้องมีความรู้ในเรื่องวิชาทหาร การป้องกันประเทศ วิชายุทธศาสตร์ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรมในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา”

และนอกจากหัวหน้าครอบครัวแล้ว คุณพวงเพ็ญ-ศรีภรรยาก็มีส่วนช่วยในการเอาใจใส่ ดูแลครอบครัวให้เปี่ยมสุขอยู่เสมอ เธอว่าความเป็นครอบครัวคือการใช้ชีวิตอยู่เพื่อกันและกัน ให้ความรักกับคนที่รัก รู้จักการให้เพื่อได้มาซึ่งความสุขที่แท้จริง “ถ้าคุณอยากมีความสุข จงใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น If you want to be happy,live for others ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น หมายความว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง แต่ให้ทำเพื่อคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก หลาน ญาติพี่น้อง คนรอบข้างและสังคม ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ชีวิตเราก็มีความสุข ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่เพียงเพื่อตัวเอง เราจะมีความต้องการสิ่งต่างๆ ตลอดเวลาไม่มีสิ้นสุด เช่น มีรัก โลภ โกรธ หลง แล้วชีวิตเราจะหาความสุขมิได้ เพราะจิตใจของเราจะไขว่คว้าอยู่ตลอดเวลา สอนลูกๆ เสมอว่า หากเมื่อใดลูกทุกข์ หรือมีอะไรเข้ามากระทบ ขอให้ลูกมองเป็นบวกก่อน เพราะถ้าตัวเรามองอะไรเป็นบวก ก็จะบวกกับตัวเรา ถ้ามองอะไรเป็นลบ ก็จะลบตัวเราไปด้วย”

คำว่า “บ้าน” สำหรับครอบครัวบุญญาธิการไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือความหรูหรากว้างใหญ่ หากแต่ต้องอยู่แล้วสบาย มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมือนกับบ้านประหยัดพลังงานหลังนี้ที่มีครบทุกประการที่กล่าวมา