สุทธิคุณ กองทอง หนุ่ม

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

คอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ 84ปี “84 Congratulations & Long Live The King Morning Concert”





คอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ 84ปี

“84 Congratulations & Long Live The King Morning Concert”



ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานจัดงาน ฯ จัดแถลงข่าวการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “84 Congratulations & Long Live The King Morning Concert” โดยมี ดร.เกล้าสรวง สุพงษ์ธร มนวิภา ประชัญคดี ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องแพลตินั่มฮอล โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ เพื่อเชิญชวนให้ชาวไทยมารวมพลังแสดงความจงรักภักดีแด่พ่อหลวง

ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 09.00 ณ เวทีกลางแจ้ง สวนลุมพินี โดยมีศิลปินกิตติมศักดิ์มาร่วมขับร้องบทเพลงเฉลิมพระเกียรติมากมาย อาทิ สุเทพ วงศ์กำแหง สันติ ลุนเผ่ ดร.เอ ศุภชัย ไพจิตร ดาวใจ ไพจิตร นัดดา วิยกาญจน์ วทัญญู มุ่งหมาย ชรัส เฟื่องอารมณ์ กลุ่มศิลปินจากเดอะสตาร์ วิชญาณี เปียกลิ่น (แก้ม) อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์ (ดิว) ภาวิดา มอริจจิ (ซิลวี่) ฯลฯ




“เอิร์ธ สายสว่าง” (Earth Saiswang)

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

พิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดาม ทุสโซ เปิดตัวหุ่น "กังฟู เซ็ท"





มร. พอล วิลเลียมส์ ผู้จัดการทั่วไป และ ดร.อรอุมา ทิศาปราโมทย์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ พร้อมด้วยแอนดี้ เขมพิมุก ร่วมเปิดตัวหุ่นขี้ผึ้ง “กังฟูเซต” คอลเลคชั่น 4 สุดยอดนักแสดงคิวบู๊ระดับตำนานของเอเชีย เฉินหลง บรูซ ลี โทนี จา และใหม่ล่าสุด ดอนนี่ เยน ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามดิฟคัฟเวอรี่เมื่อเร็วๆนี้


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-658-0060


หรือ www.madametussauds.com /bangkok


With best regards, Sureerat Panprom (Rat)

Media Relations Manager DC Consultants and Marketing

Communications Ltd Amarin Plaza, Level 22, 496-502

Ploenchit Road, Lumpini, Pathumwan, Bangkok 10330 Direct

Line: (662) 610 2367 Mobile: (668) 5058 9777 Tel: (662) 610

2364-5 Fax: (662) 610 2345-6

http://www.dcconsultants.co.th

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

กรุงเทพธุรกิจเชิญร่วมงานสัมมนา "บูรพาภิวัตน์ : ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ"วันอังคารที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมอินเตอร์ คอนติเนนตัล





เชิญร่วมงานสัมมนา "บูรพาภิวัตน์ : ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ"
กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเวทีสัมมนาใหญ่"บูรพาภิวัตน์: ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ" งานสัมมนาที่จะให้มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศไทย รับกระแสเอเชียผงาดในวันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมอินเตอร์ คอนติเนนตัล



ฟังปาฐกถาพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศ อาทิเช่น ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในหัวข้อ “บูรพาภิวัตน์: ภูมิ-รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่” ปาฐกถาพิเศษ “เมื่อเอเชียผงาด : ไทยจะปรับตัวอย่างไร” โดย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ และปาฐกถาพิเศษ “เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกชะงักและเสื่อมถอย : ผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้


พิเศษ ! พบกับการเปิดตัวหนังสือ บูรพาภิวัตน์ : ภูมิ-รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่ ซึ่งเขียนโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และเสวนา “บูรพาภิวัตน์ : จุดประกายความคิดกับทิศทางการศึกษาไทย”โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภา มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับจากท่านเข้าร่วมงาน รับลงทะเบียนสำรองที่นั่งทาง E –MAIL เท่านั้นได้ที่ http://gunhotnew.com/1/46 และขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้มีรหัสลงทะเบียนเข้างาน ปิดรับสมัครภายในวันศุกร์ ที่ 27 มกราคม 2555 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น (หากเต็มขออนุญาตปิดรับ)


สำหรับสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้บริเวณหน้างาน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นิธิกานต์ ภู่ศิริ (กบ)
ส่วนงานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร
บริษัท กรุงเทพธุรกิจ มีเดีย จำกัด
0-2338-3383

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

ชูชัย ชัยฤทธิ์เลิศ เบิกบานกับการรับใช้









นิตยสาร WhO?


เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง • ภาพ : พงษ์พันธ์ แพเพ็ชร

ชูชัย ชัยฤทธิ์เลิศ

เบิกบานกับการรับใช้



น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ นอกจากการสลายขั้ว ร่วมแรงร่วมใจแก้ไขสถานการณ์ จากทุกภาคฝ่าย ที่เห็นได้ชัดอีกเรื่องหนึ่งคือ ธารน้ำใจจากคนไทยด้วยกัน ที่ส่งไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมแผ่นดิน ไม่ขาดระยะ ทั้งจากสื่อมวลชน ศิลปิน-ดารา ตลอดจนผู้มีจิตอาสา ที่ทั้งบริจาคข้าวของเครื่องใช้ อาหารแห้ง และอุปกรณ์ยังชีพในภาวะน้ำหลาก รวมถึงลงแรงไปช่วยเหลือในด้านต่างๆ


หนึ่งในน้ำใจที่ส่งไปถึงผู้ประสบภัยเป็นของเจ้าของร้านเพชรน้ำใจงาม ชูชัย ชัยฤทธิ์เลิศ ที่พอเห็นข่าวน้ำท่วมหนักก็อดรนทนอยู่นิ่งไม่ได้ เป็นห่วงความเป็นอยู่ของพี่น้องนับพัน ที่ต้องทิ้งบ้านมาพึ่งพิงศูนย์พักพิงชั่วคราว ว่าแล้วก็ไม่รอช้า สั่งอาหารจาก 10 ร้านอร่อย ทั้งก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู ก๋วยจั๊บ ไอศครีมกะทิ รวม 2,200 ชาม ไปเลี้ยงผู้ประสบภัย ถึงในศูนย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เท่านั้นไม่พอ ทั้งอาหารและของอุปโภคบริโภคที่นำไป คุณชูชัยเธอยังลงมือตักเองแจกเอง ตักก๋วยเตี๋ยวเสร็จ ก็หันไปตักไอศกรีม ต่อด้วยการแจกถุงยังชีพ เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา มือเป็นระวิง


นอกจากอาหารและสิ่งของ เจ้าของอาณาจักรเจมพีสบายชูชัย ยังควักกระเป๋าสมทบเงิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีก 100,000 บาท พร้อมถ้อยคำให้กำลังใจว่า “ผมอยากมาให้กำลังใจทุกคนที่ถูกน้ำท่วม อยากให้คิดบวกว่า คนที่บ้านน้ำไม่ท่วมจะได้ ออกมาช่วยเหลือกันได้ ถ้าทุกคนถูกน้ำท่วมหมดก็จะไม่มีใครออกมาช่วย วันก่อนผมไปซื้อของที่แม็คโครเพื่อนำมาบริจาค ได้ยินเด็ก 5 ขวบ ถามพ่อว่า เราซื้อของไปบริจาคแล้วเมื่อไหร่เขาจะได้กลับบ้านกัน เด็กยังมีความห่วงใย ทำให้เรามีกำลังใจ ผมเลยอยากให้มองว่า ในเรื่องร้ายย่อมมีแสงสว่าง ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้เราฉลาดขึ้น เพราะความผิดพลาดนั้นจะได้นำไปสู่การแก้ไข”


งานนี้แม้จะออกแรงจนเหงื่อซก แต่หน้าตาของคุณชูชัยก็ยังแจ่มใสเบิกบาน สมกับคำสกรีนบนเสื้อยืดที่เธอนำไปแจกให้อาสาสมัครกว่า 500 คน ว่า “ขอให้เธอเบิกบาน กับการรับใช้เพื่อนมนุษย์”

ทุกอย่างมาจากกฎแห่งกรรมทั้งนั้นหรือ ปัญหากรรม ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ h



นิตยสาร WhO?

เรื่อง : ว.วชิรเมธี

ภาพ : กองบรรณาธิการ


ทุกอย่างมาจากกฎแห่งกรรมทั้งนั้นหรือ

ปัญหากรรม ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์


เผชิญมรสุมชีวิตมาพักใหญ่ สำหรับนักร้องหนุ่ม ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ แม้เหตุการณ์จะคลี่คลาย แต่คดีความกลับยังไม่สิ้นสุด ฟิล์มเลยมีคำถาม (ปุจฉา) ถึง พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการ สถาบันวิมุตตยาลัย ว่า “เคยอ่านหนังสือบางเล่มบอกว่า ทุกอย่างในชีวิตของเราล้วนมาจากกฎ แห่งกรรมทั้งสิ้น ถ้าเช่นนั้น เราก็คงต้องเกิดมาเพื่อรับกรรมใช่ไหม แล้วเมื่อไหร่กรรมจึงจะหมดไปเสียที เพราะรู้สึกว่ามีกรรมเยอะเหลือเกิน บางครั้งก็เหนื่อยกับการใช้ชีวิต”

พระมหาวุฒิชัย วิสัชนา

คนไทยเข้าใจเรื่องกรรมผิดกันค่อนข้างมาก และเข้าใจผิดกันมาเป็นเวลานานแล้ว คำอธิบายเรื่องกรรมที่ปรากฏและเชื่อกันอยู่ในหมู่คนไทยนั้น บางที ต้องบอกว่า ไม่ค่อยตรงกับเรื่องกรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนเสียด้วยซ้ำ เริ่มต้นตั้งแต่คำว่า “กรรม” ก่อน คำว่า “กรรม” นี้ ถ้าหมายความตามตัวอักษร ก็แปลว่า “การกระทำ” ซึ่งเป็นคำกลางๆ แต่ถ้าไปถามคนไหนก็คนนั้นร้อยทั้งร้อยมักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “กรรม หมายถึง สิ่งที่ไม่ดี” และเป็นสิ่งไม่ดีที่เราได้ทำเอาไว้แต่ “ชาติปางก่อน” และดังนั้น ในชาตินี้เราจึงต้องเกิดมาเพื่อ “รับกรรม”

ลองสังเกตดูว่า ในระดับถ้อยคำก็มีความวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่ตั้ง 3 ประเด็น

(1) เข้าใจว่า กรรม หมายถึง ผลของการกระทำที่ไม่ดี

(2) เข้าใจว่า ผลของการกระทำที่ไม่ดีนั้น อยู่ในชาติปางก่อน

(3) เข้าใจว่า เกิดมาใช้กรรม

พอเข้าใจผิดกันอย่างนี้ คนไทยเลยกลัวกรรม และรู้สึกว่าตนเองเป็นคนมีกรรม นอกจากนั้นแล้วยังอธิบายอะไรง่ายๆ ว่าเกิดแต่กรรมไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้น ทำงานเก็บเงินไม่เป็น (เพราะไม่รู้วิธีเก็บ) ก็บอกว่า ที่เก็บเงินไม่อยู่ เพราะกรรม ทำบุญคุณกับคนอื่น แล้วคนอื่นยังไม่มีเวลาตอบแทน ก็บอกว่า ทำบุญกับคนไม่ขึ้น เกิดมายากจนเพราะตัวเองไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีความรู้สำหรับทำมาหากินก็โทษว่า เพราะชาติที่แล้วไม่ได้ทำบุญสุนทร์ทานเอาไว้ ชาตินี้ทำอย่างไรก็เลยไม่รวย ถูกเพื่อนขโมยเงินก็สรุปง่ายๆ ว่า ชาติที่แล้ว คงไปทำกับเขาไว้มาก ชาตินี้เขาเลยมาเอาคืน เรียนหนังสือไม่เก่ง ก็โทษอีก สงสัยชาติที่แล้ว คงไม่ตั้งใจเรียนเลยส่งผลถึงชาตินี้ มีแฟนแล้วต้องเลิกกันไปก็บ่นอีก สงสัยชาติที่แล้ว คงหักอกคนไว้เยอะ ยังมีอีกสารพัดคำอธิบายที่ยกให้ “กรรม” เป็นจำเลยกันง่ายๆ โดยที่คำอธิบายเหล่านี้ ไม่ตรงกับหลักกรรมของพระพุทธศาสนา

แล้วหลักกรรมของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร

1. คำว่า “กรรม” เป็นคำที่มีความหมายกลางๆ ว่า “การกระทำ” ไม่ได้หมายความว่าการกระทำที่ไม่ดีเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่คนไทยเข้าใจแต่อย่างใด

2. ตัว “กรรม” แท้ๆ ท่านหมายเอา “เจตนา” ที่เป็นตัว “ความคิด” ต่างหาก ถ้าคิดดี แล้วทำดี จึงเรียกว่าทำกรรมดี ถ้าคิดไม่ดี แล้วทำกรรมชั่ว จึงเรียกว่ากรรมชั่ว

3. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นผลของกรรมเก่าในอดีตชาติไปเสียทั้งหมด แต่เป็นผลของกรรมในอดีตส่วนหนึ่ง ในปัจจุบันส่วนหนึ่ง และที่จะทำในอนาคต (ในวินาทีถัดไป เพราะกรรมเริ่มต้นที่ความคิด แค่คิดเรื่องๆ หนึ่ง ก็เป็นการเริ่มทำกรรมได้แล้ว เรียกว่ามโนกรรมหรือกรรมทางใจ) อีกส่วนหนึ่ง

4. โลกนี้ไม่ได้มีกฎแห่งกรรมอยู่เพียงกฎเดียว แต่ยังมีกฏธรรมชาติอีก 4 กฎที่มีผลต่อความเป็นไปในชีวิตของคนเรา นั่นคือ

4.1 อุตุนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับดิน ฟ้า อากาศ (เช่น อากาศร้อนทำให้คนใจร้อน อากาศมืดครึ้มเหมือนยุโรป ทำให้คนจิตใจหดหู่ เป็นต้น)

4.2 พีชนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของคน สัตว์ พืช

4.3 จิตนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการทำงานของจิต เช่น จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก

4.4 กรรมนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำและผลของการกระทำ

4.5 ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับความเป็นไปของโลกและสรรพสิ่งที่มีหลักเกณ์ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรดำรงอยู่อย่างเอกเทศ สิ่งนี้มี เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กฎแห่งเหตุและผลนั่นเอง

จะเห็นว่า ชีวิตเรานั้น มีกฎตั้ง 5 กฎคอยเข้ามามีส่วนกำหนดให้เราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างเป็น “กฏแห่งกรรม” ไปเสียทั้งหมด คนที่เอะอะอะไรก็โทษกฎแห่งกรรมน้ัน เป็นเพราะว่า เขายังไม่เข้าใจว่า โลกนี้ยังมีกฎอื่นๆ อยู่ร่วมด้วย จึงอธิบายทุกอย่างเป็นกรรมไปเสียหมด การอธิบายอย่างนี้ มีข้อดีคือทำให้คนกลัวการทำความชั่ว แต่มีข้อเสียก็คือ บางทีทำให้คนไม่รู้จักใช้ปัญญา ไม่วิเคราะห์ปัญหา เกิดอะไรขึ้นมาก็ยอมจำนนไปเสียทุกอย่าง เห็นคนไทยในชนบทมีคนยากจนมากมาย ก็อธิบายว่าเป็นเพราะกรรม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเป็นเพราะปัญหาคอรัปชั่นและโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมต่างหาก หรือบางคนอธิบายมักง่ายกว่านั้นอีกว่า ที่บางประเทศในตะวันออกกลางทำสงครามกันทั้งปี เพราะเขาเหล่านั้นเกิดมาเพื่อเสวยกรรมเก่า ประเทศของเขาเป็นแดนนรก ใครทำชั่วก็ไปเกิดแถวนั้นเพื่อรับกรรมจึงต้องมีสงครามทั้งปีทั้งชาติ การอธิบายง่ายๆ อย่างนี้ อาจทำให้เกิดสงครามระหว่างประเทศได้ เพราะจู่ๆ ก็ไปบอกว่า ประเทศเขาเป็นแดนนรก

ทุกวันนี้ มีคำสอนแปลกๆ ที่ปลอมปนมาในนามของพุทธศาสนาอยู่มากมาย ใครมาเทศน์มาสอน จึงต้องใช้ปัญญากลั่นกรองกันพอสมควร อย่าเพิ่งเชื่อง่ายๆ ใช้ปัญญาคิดให้ดี ให้ถี่ถ้วน เรื่องไหนที่ไม่รู้ก็ควรค้นคว้าหาความรู้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป วันหนึ่งก็จะมีความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นมาได้ อย่าคิดเอาง่ายๆ เพียงแค่ว่า เขาบอกว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เลย “ถูกทั้งหมด” อย่าด่วนสรุปเช่นนั้น มิเช่นนั้นแล้ว อาจถูกชักจูงไปในทางแห่งความหลงผิดได้ง่ายๆ ขออนุโมทนาที่ตั้งปัญหาได้ดีมาก เพราะนี่เป็นเรื่องหญ้าปากคอกที่คนไทยเข้าใจผิดกันเยอะจริงๆ