สุทธิคุณ กองทอง หนุ่ม

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส "ฉันจะเป็นชาวนา" เพี้ยน บ้า หรือ สร้างภาพ ?!?




นิตยสาร WhO?

เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง ภาพ : ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์, พิชาญ สุจริตสาธิต

แต่งหน้า : ภัทชา อินสุวรรโณ สถานที่ : โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส

"ฉันจะเป็นชาวนา" เพี้ยน บ้า หรือ สร้างภาพ ?!?


เมื่อดาราสาวประกาศตัว “ฉันอยากเป็นชาวนา” เสียงวิพากษ์จึงมีเข้ามาหลายกระแส ทั้งกล้า บ้า เพี้ยน สร้างภาพ อุ้ม-สิริยากร ขอชี้แจงทุกข้อสงสัย


ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีก่อน อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส เป็นนางเอกมากฝีมือ ที่ฝากผลงานไว้มากมายหลายบทบาท ทว่าเวลาเปลี่ยน ความคิดความอ่านก็เปลี่ยนตาม ทั้งที่ผลงานและชื่อเสียงยังหอมหวาน อุ้มกระโดดออกจากแวดวงมายา บ่ายหน้าสู่วงการน้ำหมึก จากนักเขียน คอลัมน์นิสต์ ไล่ไปจนถึงการเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ "บ้านอุ้ม" และสำนักพิมพ์ OOM ผลิตนิตยสารและหนังสือตามแนวถนัด กระทั่งไม่นานมานี้เธอค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเองว่า อยากเป็นชาวนา หลายคนจึงนึกกังขา นี่เธอบ้า เพี้ยน หรือสร้างภาพ ?!?


/// ฉันอยากเป็นชาวนา

ด้วยคำถามในใจที่ว่า ทำไมคนเราต้องพึ่งพาคนอื่น ทำไมต้องใช้เงินจับจ่ายซื้อปัจจัยในการดำรงชีวิตทุกอย่าง และทำให้มนุษย์ห่างไกลธรรมชาติออกไปทุกที หากหันมาอาศัยศักยภาพของตัวเอง ทำนาปลูกข้าวกินเองจะเป็นอย่างไร… รายการ “ฉันจะเป็นชาวนา” เรียลลิตี้ชีวิตเกษตรกรมือใหม่ ที่มีอุ้ม-สิริยากร เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน จึงถือกำเนิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2553 และเริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อเดือนเมษายน 2554 เพื่อตอบคำถามและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมที่มีแนวคิดเช่นเดียวกับเธอ โดยมี เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เป็นที่ปรึกษา ท่ามกลางหลายเสียงที่นึกสงสัยว่า…เธอกำลังจะทำอะไรกันแน่

“สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ในเมืองเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น เงินก็เป็นเรื่องสมมุติ กระดาษไม่มีค่าในตัวเอง เป็นสิ่งสมมติของมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ ทองคำ อะไรก็ตาม บางคนอาจมองว่าอุ้มคิดมากเกินไปหรือเปล่า บ้าหรือเปล่า ทำไมต้องสงสัย ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น แต่อุ้มชอบที่จะตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ แล้วยิ่งพอไปทำเองก็ยิ่งได้คำตอบมากมายมหาศาล ได้คำตอบทุกวัน ทุกขั้นตอน มีเรื่องปลีกย่อยที่เราไม่เคยรู้มากมาย”

อดีตนางเอกดังวัย 37 ปี อรรถาธิบาย พร้อมบอกว่า แม้หลายคนจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว ทุกคนสนับสนุน อาจเป็นเพราะเคยชินกับนิสัยของลูกสาวคนเล็ก ที่มักเปลี่ยนแปลงตัวเองและชอบทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ “ตอนที่บอกคุณพ่อคุณแม่ว่าจะไปทำนา ดูท่านทั้งสองไม่ค่อยแปลกใจเลย” เธอว่าพลางหัวเราะ

หลังตัดสินใจทำรายการ อุ้มก็เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรด้วยการลงทุนซื้อที่ดินไร่ครึ่งใน จ.สุพรรณบุรี หวังจะให้เป็นที่ตั้งของผืนนาและบ้านดินหลังเล็กพออยู่อาศัย “อุ้มคิดว่าที่ตรงนี้ไม่ได้ใช้ทำเรียลลิตี้อย่างเดียว แต่อุ้มจะเป็นชาวนาจริงๆ ถึงรายการจบ อุ้มก็ยังปลูกข้าวและพยายามที่จะพึ่งตนเองในแง่อื่นๆ ต่อไป เลยซื้อที่ดินเอาไว้ไร่ครึ่ง ราคาก็ไม่แพงมาก แล้วเริ่มต้นลงมือเรียนรู้เพื่อพึ่งตนเองให้ได้ มีข้าว มีอาหารกินเอง มีบ้านอยู่ โจทย์ของอุ้มคือทำพอกินในครอบครัว เพราะว่าข้าวหนึ่งไร่สามารถเลี้ยงคนได้ 3-4 คนเลย” สีหน้ายิ้มแย้มเมื่อเอ่ยถึงที่ดินผืนใหม่ และความฝันเล็กๆ ที่จะมีข้าวกินตลอดปี

หากถามว่าชีวิตชาวนามีความสุขไหม คำตอบที่ได้คงเป็น “มีความสุข” เพราะระหว่างที่เล่าถึงผืนนาที่ลงมือทำเอง ใบหน้าของอุ้มเจือด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมอยู่ตลอดเวลา

“วันที่ได้ดำนา ได้ย่ำลงไปในแปลงนาของตัวเอง ถือเป็นวันที่ตั้งตารอคอย และเมื่อเริ่มต้นปลูกข้าวด้วยการดำต้นแรกลงไป แล้วทำจนเต็มแปลง เป็นวันที่รู้สึกว่าได้เป็นชาวนา… หลังจากนั้นหลายเดือน เมื่อข้าวแตกกอเต็มท้องนา ตอนกลางคืนไม่มีไฟฟ้า มืดมาก เลยได้เห็นทุ่งนากลายเป็นเหมือนท้องฟ้า เพราะว่ามีหิ่งห้อยเต็มไปหมด ทุกคนที่ได้ไปยืนมองน้ำตาแทบจะไหลออกมา สวยมาก เพราะนาสมบูรณ์ ไม่มีสารเคมี หิ่งห้อยเหล่านั้นคงรู้ว่าปลอดภัย มันเป็นความสุขง่ายๆ ที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้เจอมาก่อนนะ

คนที่อยู่ในกระแสหลักที่ทำงานดีๆ เป็นผู้บริหาร ได้เงินเดือนเยอะๆ แต่อยู่ดีๆ จะให้เปลี่ยนชีวิตมาอยู่ตรงนี้มันไม่ง่าย เพราะเราไม่มีความรู้เลย แถมยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ แต่ถ้าตั้งใจ อดทน สิ่งที่ได้กลับมามันชื่นใจบอกไม่ถูกเลยนะคะ ที่สำคัญคือเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนช่วย ซึ่งที่สำคัญคือเพื่อนบ้านและชุมชนรอบๆ เราต้องเข้าหาไปทำความรู้จักเค้า ตอนนี้ถ้าไปบอกรถไถ ให้ไปปั่นนาให้หน่อย เขาถามว่าที่ไหน บอกไปว่าบ้านดิน คนแถวนั้นเขารู้จักกันหมดแล้ว… (ยิ้ม)” อุ้มเล่าถึงชีวิตชาวนาในแบบของเธอ ที่แม้จะเป็นมือใหม่ระดับอนุบาล แต่ก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเมื่อได้เห็นต้นข้าวเขียวขจีบนที่นาของตัวเอง

///บ้า เพี้ยน สร้างภาพ?!?

เมื่อรายการ “ฉันจะเป็นชาวนา” ออกอากาศให้คนทั่วประเทศได้ชม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็แตกออกเป็นหลายกระแส ทั้งชื่นชมที่เห็นดาราอย่างเธอสนใจการทำนา รวมถึงวิจารณ์ว่าเป็นการทำนาแบบคนรวย ตลอดจนคำถามที่มีเข้ามาหนาหูว่า หรือเธอจะบ้า…เพี้ยน…สร้างภาพ?

“ถามว่าอุ้มสร้างภาพอะไร เห็นหน้าอุ้มไหมเนี่ย มีทั้งฝ้า กระ ขึ้นเต็มไปหมด ตัวก็ดำเป็นเหนี่ยง ถ้าไม่ได้ตั้งใจทำจริงจะต้องเหนื่อยขนาดนี้ไปเพื่ออะไร อุ้มคิดว่าการที่พูดอย่างนั้น มันสะท้อนจิตใจของคนพูด แสดงว่าเขาเห็นอะไรเป็นเรื่องหลอกลวงไปหมด เวลาที่มีใครทำอะไรจริงๆ เขาก็ไม่เชื่อ ป่วยการที่จะไปนั่งอธิบายให้เชื่อ ให้การกระทำแทนคำพูดดีกว่า เราทำไปดีกว่าจะมาตอบคำถามเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์ ถ้าใจเขาปิดมากๆ ก็เหมือนไม่รับสิ่งที่ดีงามเลย เราพูดไปมันก็เข้าไม่ถึงใจเขา

รายการที่อุ้มทำเสนอประโยชน์สาระ ปัญหาอุปสรรคที่เจอเป็นประสบการณ์ตรง นี่คือสิ่งที่อุ้มประสบด้วยตัวเองจึงกล้าพูด และบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเราต้องการเสนอชีวิตของผู้หญิงคนนี้ ด้วยโจทย์นี้ คือโจทย์ของคนเมืองที่อยากจะเรียนรู้ ถ้าคุณรู้สึกว่าพื้นฐานใกล้เคียงและมีความสนใจร่วมก็เรียนรู้ไปด้วยกัน อุ้มอยากบอกว่าประเทศนี้ทะเลาะกันเองมาเยอะแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่ฟังกัน ลองเปิดใจกว้างๆ ดูสิ่งที่เขาทำ ความปรารถนาดีที่เขาจะมอบให้ แล้วคุณจะเห็นและรู้สึก แต่ถ้าดูด้วยความอคติ อะไรมันก็ไม่ดีทั้งนั้น ไม่ใช่รายการอุ้มอย่างเดียวหรอก” คำตอบพรั่งพรูออกมาจากปากของเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าบ้านั้น เธอว่า “ถ้าความบ้าทำให้เรามีกิน และมีชีวิตที่ดีงาม มีความสุข มาบ้ากันเยอะๆ เถอะ ที่ผ่านมาก็มีคนพูดใส่หน้าว่าบ้าหรือเปล่า ก็มาทบทวนดูว่าทำไม เขาถึงคิดว่าเราบ้า อุ้มคิดว่าสิ่งที่คนในเมืองทำต่างหากที่บ้ากว่า ถ้าความบ้าคือการขาดสติ อุ้มคิดว่าคนที่ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าทุกวันนี้ทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร เป็นสิ่งที่บ้ากว่าอีก

พูดกันไปเถอะค่ะ ไม่เป็นไร โลกนี้อยู่ที่เลือก คือเราเลือกเห็นโลกยังไง โลกของเราก็เป็นอย่างนั้น ถ้าอุ้มมัวไปฟังคำวิจารณ์ในแง่ลบที่มีน้ำหนักบ้างไม่มีน้ำหนักบ้าง โลกก็เป็นลบ แต่ว่าอุ้มเลือกฟังในสิ่งที่ควรฟัง บางครั้งฟังแล้วมีคนมาบอกว่าได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่เราทำ เมื่อเขาเห็นทาง มันก็เป็นกุศล ใจเราก็เป็นกุศล บางครั้งคำวิจารณ์ทางลบก็แค่สะท้อนใจของคนพูดเท่านั้นเอง เราอย่าไปรับสิ่งเหล่านั้นเข้ามาทำให้ใจเราขุ่นมัวไปด้วยเลย” เคลียร์ข้อสงสัยแฝงแง่คิดเชิงธรรมะ ซึ่งเธอสนใจปฏิบัติธรรมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

///ติสต์แตก วีนนักข่าว

ก่อนหน้าที่จะมาทำรายการฉันจะเป็นชาวนา อุ้มนับเป็นดาราสาวที่อยู่ในความสนใจของนักข่าวไม่น้อย ด้วยเพราะถูกมองว่าเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ดังนั้นทุกความเคลื่อนไหวของเธอจึงถูกจับจ้อง โดยเฉพาะเรื่องความรัก ล่าสุดเมื่อครั้งที่เธอร่วมทำโครงการ น้ำจิต น้ำใจ ผลิตน้ำดื่มหาทุนสร้างศาลาปฏิบัติธรรมให้กับวัดแห่งหนึ่ง ก็เกิดกรณี “วี๊ด” นักข่าว ซึ่งว่ากันว่าที่มาที่ไปคือการถูกตามถ่ายภาพเธอกับแฟนหนุ่มต่างชาติ

“เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้อุ้มเห็นว่าไม่มีความยุติธรรม อุ้มไม่ได้ขึ้นเสียงกับใครเลยนะ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ช่างภาพตามถ่ายรูป อุ้มก็เดินเข้าไปหาเขา แล้วบอกด้วยเสียงนี้ (เสียงเรียบๆ) ว่าพอเถอะ อย่าถ่ายเลย นี่เป็นงานกุศล แต่สิ่งนี้มันเป็นอกุศล ทำไปใจก็ไม่สบาย พูดแค่นี้ แล้วก็ขอร้องเขาดีๆ เพราะไม่อยากให้ถ่ายก็เท่านี้ วันรุ่งขึ้นมีข่าวว่าอุ้มวี๊ดนักข่าว เหมือนกับอุ้มร้ายกาจมาก ใช้คำพูดรุนแรงด่าทออุ้มในหลายสื่อ จนเรารู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราพูดดีๆ แต่มีข่าวออกไปแบบนั้น เหมือนกับมีความโกรธอยู่ในพวกเขาเยอะมาก เราไปแตะนิดเดียวแล้วระเบิดออกมา เห็นข่าวนั้นแล้วทั้งโกรธทั้งเสียใจ เพราะอุตส่าห์ตั้งใจที่จะทำโครงการนี้เพื่อหารายได้ให้วัด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนอุ้มทำอกุศลครั้งใหญ่” ไล่เรียงฉาก อธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ถามว่าโกรธไหม อุ้มยอมรับว่าโกรธ เพราะเธอก็เป็นคนปกติธรรมดา ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนคนอื่นๆ “ได้แต่นั่งคุยกับพระอาจารย์ว่าเกิดอะไรขึ้น พระอาจารย์ก็สอนว่าไม่เป็นไรคุณโยม โกรธได้ เสียใจได้ เพราะเราก็เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ยังมีกิเลส และความหวั่นไหวเมื่อมีสิ่งกระทบที่รุนแรง ให้เฝ้าดูและฝึกฝนความเป็นอุเบกขา ถือเสียว่าเป็นบททดสอบของเรา ตอนนั้นได้แต่อดทนและไม่ได้แก้ออกมาแก้ข่าว มีเพื่อนๆ โทรมาให้กำลังใจ แต่ก็มีคนที่ไม่รู้จักอ่านข่าวแล้วเชื่อว่าอุ้มวี๊ดจริงๆ เพราะที่ผ่านมาก็เรียกว่าติสต์แตกบ้างอะไรบ้าง มีการตั้งฉายาให้ต่างๆ กันไป ถึงจะใช้ธรรมะ แต่อุ้มก็เป็นคนเหมือนกันนะ บอกตรงๆ ว่าช่วงนั้นเหนื่อย คิดว่าอธิบายไปก็เท่านั้น คนใกล้ตัวจะรู้ว่าเราเป็นยังไง อุ้มเนี่ยนะจะไปกรี๊ดใส่คน (หัวเราะ) ไม่ใช่นิสัยของอุ้ม ขนาดกับลูกน้องยังไม่เคยตวาดหรือใช้คำพูดรุนแรงเลย”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เธอก็เก็บตัว ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ เพื่อเลี่ยงปัญหาเดิมๆ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

///ทิ้งวงการ เข้าหาพระธรรม

แม้จะมีข่าวคราวให้ได้ติดตามกันอยู่ตลอด แต่หลายปีที่ผ่านมา อุ้ม-สิริยากร ห่างหายจากวงการบันเทิงชนิดที่เรียกว่าไม่มีงานแสดงให้เห็นอีกเลย จนแฟนละครและภาพยนตร์ อดบ่นคิดถึงไม่ได้ เมื่อถามว่าจะกลับมาโชว์ฝีมือการแสดงอีกเมื่อไหร่ สาวอุ้มบอกว่า “บอกไม่ได้เลย อุ้มว่ามันไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต คืออุ้มคิดว่าที่ทำได้ทุกวันนี้มาจากสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีต เล่นละครเป็นที่รู้จัก เลยเป็นฐานทำให้สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มีคนฟัง เช่นเห็นดารามาทำนาก็ดูจะน่าสนใจกว่าถ้าอุ้มเป็นใครก็ไม่รู้ ตรงนั้นเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่ดี แต่ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง อุ้มคิดว่าปล่อยให้มันเป็นตามธรรมชาติดีกว่า”

สำหรับแฟนๆ ที่หวังจะได้เห็นอุ้มในบทบาทต่างๆ อีกครั้ง คงต้องตั้งตารอกันต่อไป เพราะตอนนี้เธอบอกว่ามีความสุขมากกับชีวิตชาวนา ทำสำนักพิมพ์ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม ที่เธอมุ่งมั่นจริงมาได้ 3-4 ปีแล้ว

“ทุกวันนี้อุ้มมีความสุขมาก โลกเรานี้เหมือนเป็นคลื่นความถี่ มีช่องสัญญาณให้เลือกเยอะ แล้วแต่ว่าเราจะจูนไปเจอคลื่นไหน ในอินเทอร์เน็ตมีแต่เรื่องว่าร้ายกัน จะจูนไปฟังบ่อยๆ ทำไมให้ใจมันเป็นอกุศล คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน คุณจะด่าคนที่ปลูกข้าว หรือคุณจะปลูกข้าว แล้วมีข้าวกิน อุ้มว่าถ้าเราเอาเวลาไปคิด ทำ พูดในสิ่งที่ดี โลกก็จะดี ทำกันเยอะๆ พูดให้น้อยๆ พระท่านบอกให้กินน้อย พูดน้อย ทำความเพียรให้มากชีวิตก็จะดี” ฝากมุมมองที่ได้จากการปฏิบัติธรรม ซึ่งเธอนำมาใช้อยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้ใจพร้อมที่จะรับมือกับอุปสรรคนานา

แม้สารพันปัญหาจะเข้ามารบกวนจิตใจไม่ได้ว่างเว้น แต่ข้อคิดเชิงธรรมะก็ทำให้อุ้มรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบได้อย่างง่ายดาย โดยมีการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

ที่พักไม่รับแขกของพ่อบ้านนครบาล พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา “ใครคบร้อยก็ให้ร้อย”



นิตยสาร WhO?


เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง ภาพ : ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์

แต่งหน้า/ สไตลลิสต์ : บัณฑิต บุญมี


ที่พักไม่รับแขกของพ่อบ้านนครบาล

พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา

“ใครคบร้อยก็ให้ร้อย”


อาณาจักรส่วนตัวของ “บิ๊กแป๊ะ” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ชมสวนสวยที่มีหิ่งห้อยเป็นอาหารตา มีตุ๊กแกเป็นเพื่อนบ้าน…ออกตัวเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมาก แต่มีคำจำกัดความในการคบหา “ถ้าใครคบกับผม 100% ผมก็คบ 100% ด้วย ใครคบผม 20 ผมก็ให้กลับไป 20%”


ถูกพาดพิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นำคลิปวิดีโอการลักลอบเล่นพนันหรือเปิดบ่อนใจกลางกรุงมาแฉกลางสภา การณ์จึงดูเหมือนว่า การเมืองที่ร้อนแรงครั้งนี้ส่งผลกระทบไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ร้อนรนตามๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)

ก่อนหน้าที่ พล.ต.ท.จักรทิพย์จะถูกตั้งกรรมการสอบสวนจากจเรตำรวจแห่งชาติ ในกรณีดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน WhO? มีโอกาสสัมภาษณ์ ผบช.น. ที่บ้านพักย่านวัชรพล ซึ่งแม้จะเป็นวันหยุด แต่บิ๊กแป๊ะมิวายต้องปฏิบัติภารกิจนอกบ้านอีกหลายอย่าง การสนทนาเรื่องราวต่างๆ ในเคหาสถ์หลังงามจึงถูกจำกัดด้วยเงื่อนเวลา

//ตุ๊กแกคือเพื่อนบ้าน

บ้านบนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง ร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นและไม้ใบ สนามหญ้าสีเขียวช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับผู้เป็นเจ้าของยามที่ต้องเผชิญกับความเคร่งเครียด หัวหน้าครอบครัวบอกว่า แนวคิดการออกแบบที่ให้กับสถาปนิกคือ เน้นการใช้ไม้และกระจกเป็นหลัก บ้านหลังนี้จึงมีลักษณะโมเดิร์น แต่แฝงความเป็นไทยอยู่นัยที

“บ้านผมเน้นเรื่องของไม้กับกระจก เพราะผมชอบให้มีสนามหญ้า ผมชอบอะไรง่ายๆ ที่สำคัญต้องดูโปร่ง ไม่สลับซับซ้อน บ้านหลังนี้ออกแบบมาให้มีห้องใต้ดินด้วย แต่คิดไปคิดมา ในระยะยาวต้องมีน้ำซึมแน่ๆ เพราะสังเกตบ้านในเมืองไทยหลายหลังแล้ว เจอปัญหาแบบนี้ผมก็เลยตัดออกไป” เกริ่นถึงเคหาสถานที่สร้างมาเกือบ 10 ปี พลางทอดสายตาไปยังสวนด้านนอกที่เขียวขจีไปด้วยต้นไม้รอบบ้าน

เหตุนี้้บ้านซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบจึงมักมีหิ่งห้อยส่องแสงวิบวับอยู่ในสวนยามค่ำคืน “แสดงว่าระบบนิเวศน์ของที่นี่ยังดีนะ เพราะนอกจากจะมีหิ่งห้อยบินอยู่เต็มสวนแล้ว บ้านนี้ยังมีตุ๊กแกเยอะมาก (หัวเราะ) ผมถือว่าตุ๊กแกก็เหมือนเพื่อนบ้าน เลี้ยงเขาเอาไว้เป็นเพื่อน” ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

//// บ้านคือสถานที่ส่วนตัว

สถานที่พำนักของสมาชิกทั้ง 4 คน ได้แก่ พล.ต.ท.จักรทิพย์และภรรยา (ดร.บุษบา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี บุตรสาว ดร.สุข พุคยาภรณุุ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีปทุม) และลูกชายอีก 2 คน น้องฮัท-ชานันท์ และ น้องแฮนด์-ชัยธัช ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่คนในครอบครัวรับรู้ตรงกันว่าไม่นิยมรับรองแขก

“ก็รู้กันอยู่แล้วว่าบ้านคือวิมานของเรา อยู่ที่ไหนไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา (โชว์ลูกคอร้องบทเพลงบ้านเรา) บ้านคือสถานที่ส่วนตัว ไม่ใช่สถานที่รับรองแขก ไม่ใช่สถานที่เอาไว้เฮฮากัน ที่บ้านผมเป็นแบบนี้ ทุกคนจะรู้ว่าข้อจำกัดของบ้านคืออะไร อยากสนุกก็ให้ออกไปสนุกนอกบ้าน บ้านที่เราอยู่ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”

//พักกายพักใจในสวน

พ่อบ้านนครบาลวัย 52 ปี เล่าถึงวันสบาย (ที่ไม่ค่อยมีบ่อยนัก) ต่อว่า เขามักใช้เวลาไปกับการเดินชมต้นไม้ใบหญ้าในสวนหน้าบ้าน ดังนั้นยามว่างจากการทำงาน สวนแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับตัวเอง

“ก่อนหน้านี้สวนหน้าบ้านที่ทำมา 7-8 ปี ดูรก มืดๆ ทึมๆ เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งมาช่วยจัดสวนให้ จากนั้นก็ได้คุณโต้ง (กัมพล ตันสัจจา) เจ้าของสวนนงนุชมาปรับภูมิทัศน์ เพื่อให้ดูเป็นสวนที่โล่งขึ้น แรกๆ ผมก็ชอบการจัดสวน ดูแล้วร่มรื่น มีนกบินเล่นในสวนเยอะดี แต่บางครั้งมีฝน มีพายุมาทำให้ต้นไม้บางส่วนล้ม สุดท้ายเลยอยากได้สวนที่โปร่งดีกว่า

เมื่อก่อนผมกลับมาตอนเย็นจะมาเดินเล่นชมสวนทุกวัน แต่ตอนนี้เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เลยไม่ค่อยได้มาเดินสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะนอนที่ทำงาน (หัวเราะ) ผมมีงานที่ต้องรับผิดชอบสูงมาก จะทิ้งก็ไม่ได้ เป็นงานที่ไม่เป็นเวลา เราอยู่ใกล้ที่ทำงาน ไปไหนมาไหนก็สะดวก 80% ผมจะนอนที่ทำงาน” เอ่ยถึงหน้าที่ในตำแหน่ง ผบช.น. ที่ต้องการความเสียสละอย่างสูง

นอกจากกิจกรรมเดินชมสวนแล้ว หากมีเวลาพอบิ๊กแป๊ะยังชอบนั่งดูปลาคาร์ป โดยให้อาหารปลาคาร์ปตอน 9 โมงเช้ากับ 5 โมงเย็น เรียกว่าดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี “ผมเลี้ยงปลาคาร์ปมาหลายรุ่นแล้ว รุ่นแรกเอามาเลี้ยงไว้ทั้งหมด 99 ตัว ตามเลขที่บ้านเลย (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ก็มีตายไปหมดบ่อทีหนึ่งแล้ว ตอนที่ผมไปอบรมเอฟบีไอ คนขับรถเอายาล้างตะไคร่น้ำใส่ลงไปเยอะ ส่วนสระว่ายน้ำผมก็ชอบมาว่ายตอนเย็นๆ ว่ายไปว่ายกลับวันละ 10 รอบ อายุขนาดนี้แล้ว ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำดีสุด ถ้าไปวิ่งก็จะทำให้เข่าเสื่อมเร็ว เพราะต้องลงน้ำหนักไปที่เท้ามากเกินไป แต่การว่ายน้ำสามารถออกกำลังกายได้หมดทั้งแขน ขา อก หน้าท้อง”

เพราะสุขภาพที่แข็งแรงและยังมีมัดกล้ามให้เห็น จึงทำให้บิ๊กแป๊ะดูหนุ่มกว่าวัยจนใครๆ ต้องทัก ที่สำคัญไลฟ์สไตล์ในวันหยุดอย่างการขี่มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์เดวิดสันไปจ่ายตลาดยามเช้า ยิ่งทำให้กิจวัตรของท่าน ผบช.น.มีสีสันเกินใคร และหากถามว่ามีใครนั่งซ้อนท้ายไปด้วยไหม คำตอบที่ว่า “ผมไปหาเอาข้างหน้า” ยิ่งเรียกเสียงฮี้ว…จากผู้ฟัง

นอกเหนือไปกว่านั้น บิ๊กแป๊ะยังชอบดูการแข่งม้าเป็นชีวิตจิตใจ แต่อยู่เมืองไทยเป็นตำรวจ มีกฎห้ามเข้าสนามแข่งม้า เลยต้องหาหนังสือเกี่ยวกับการแข่งม้ามาอ่านแทน “ผมชอบขี่ม้ามาก แต่ไม่กล้าขี่คน (หัวเราะ)” หยอดมุกจนผู้ร่วมวงสนทนาหัวเราะครืนใหญ่อีกรอบ

//ภาพวาดสีน้ำมันหลักล้าน

อารมณ์สุนทรีย์ของหนุ่มใหญ่ในเครื่องแบบยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อสังเกตผนังภายในบ้าน ที่ตกแต่งด้วยผลงานจิตกรรมของศิลปินชื่อดังแทบทุกมุม แต่ละภาพมีมูลค่าสูงถึง 7 หลักเลยทีเดียว

“ผมเป็นคนชอบภาพวาดอยู่แล้ว (ยิ้ม) ส่วนใหญ่เป็นพระสาทิศลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นฝีมือของ อ.จำรัส เกียรติก้อง วาดตั้งแต่ปี 2507 ได้จากพรรคพวกกันเอง แต่ละภาพแพงมาก (ลากเสียง) แล้วเป็นผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น จริงๆ ผมเป็นคนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว พระสาทิศลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นผลงานของ พิริยะ ไกรฤกษ์ ซึ่งวาดกันสดๆ ตรงนั้นเลย บางครั้งยามว่างผมก็จะเดินไปดูภาพวาดแบบนี้ตามแกเลอรีต่างๆ” ดวงตาฉายประกายแห่งความสุข ยามถ่ายทอดที่มาของภาพวาดที่สะสม

นอกจากนี้บริเวณทางขึ้นบันไดยังมีหมวกอเมริกันฟุตบอลของทีมต่างๆ วางเรียงรายเป็นระเบียบ จนอดถามไถ่ถึงที่มาไม่ได้ “ผมชอบหมวกอเมริกันฟุตบอลมาก เพราะตอนที่อยู่สหรัฐอเมริกา ผมชอบดูอเมริกันฟุตบอล หมวกที่โชว์อยู่ตามบันไดก็ซื้อมาจากอเมริกา ซึ่งเป็นตัวแทนของทีมต่างๆ ที่ชื่นชอบ” กล่าวใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมกระซิบถึงการชอบฟังเพลงเก่า อาทิ ชรินทร์ นันทนากร และบทเพลงพระราชนิพนธ์ เป็นต้น

เจ้าของบ้านพาสำรวจอาณาจักรที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนได้สักพัก ก็เดินนำมายังมุมโปรดที่เจ้าตัวยิ้มรับอย่างอารมณ์ดีว่าคือห้องครัว เพราะเป็นมุมที่ได้นั่งดื่มชา ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ และรับประทานอาหาร พร้อมนอนอ่านหนังสือโปรดหลากหลายเล่ม 
“หลายคนจะมีมุมโปรดเป็นของตัวเอง ของผมก็มีเหมือนกัน โดยมุมโปรดของผมเป็นห้องครัว เพราะทุกอย่างจบลงที่นั่น ส่วนห้องรับแขกก็เอาไว้รับรองแขก แต่นานๆ ทีถึงจะได้ใช้สักครั้ง ปกติบ้านผมไม่ค่อยมีใครได้มา เพราะเราเอาไว้ใช้พักผ่อน ไม่ใช่เป็นที่รับแขก เราต้องการให้บ้านหลังนี้เป็นที่ส่วนตัวจริงๆ ที่บ้านจะไม่มีการจัดงานอะไรเลย วันเกิดของผมไม่เคยจัดเลย นอกจากไปทำบุญที่วัด ส่วนลูกนานๆ จะจัดกันครั้งหนึ่ง ครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่ปกติ แต่ไม่รู้จะผิดปกติก็รึเปล่านะ (หัวเราะ)”

นอกจากนี้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์บิ๊กแป๊ะยังชอบทำก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ซึ่งถือเป็นอาหารจานโปรดที่ทำให้สมาชิกครอบครัวได้ลองลิ้มชิมรส “เช้าวันหยุดตื่นมา ผมกับภรรยาจะทำก๋วยเตี๋ยว ที่ผมชอบและถนัดมาก ทำให้ลูกๆ กิน คนงานที่บ้านก็ได้กินด้วยกัน ตอนอยู่เมืองนอกผมก็ทำอาหารง่าย ๆ เพราะมีเวลาจำกัด ต้องรีบไปเรียนหนังสือ ผมชอบทำข้าวมันไก่ เป็นเมนูที่รู้กันว่าทำไม่ยาก ผมเรียนรู้เอง ก็แค่ซื้อไก่มาต้ม แล้วก็นำน้ำต้มไก่มาหุงข้าว เราก็จะได้ข้าวมันออกมา เพื่อนๆ ได้ชิมแล้วต่างก็บอกว่าโอเค” พ่อครัวหัวป่าห์เผยเมนูโปรดที่คนรอบข้างมีโอกาสได้ชิมเสมอ

//น.1 ผู้มากด้วยฉายา??

เส้นทางชีวิตของเด็กชายจาก ต.อ่่างศิลา จ.ชลบุรี ก้าวสู่แวดวงสีกากีด้วยความฝันอยากเป็นตำรวจ เขาเล่าว่า หลังจบจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร แต่เนื่องจากรักสนุก และเพื่อนๆ พาไปตีสนุกเกอร์ที่สยาม จึงผิดหวังกับผลการสอบ

“สมัยนั้นติดเพื่อนมาก เลยสอบเข้าเตรียมทหารไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ก็บ่น ความเป็นวัยรุ่นมันมีความคึกคะนอง ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่ตอนเรียนก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจ เลยสอบเข้านักเรียนนายร้อยตำรวจได้ จริงๆ ผมก็เอนทรานซ์เข้าจุฬาฯ ได้นะ (ยิ้ม) แต่สอบนายร้อยตำรวจได้ก่อน เลยเลือกที่จะเป็นตำรวจ”

จนในที่สุดเขาเรียนจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 36 (นรต.36) จากนั้นจึงเรียนต่อปริญญาโท สาขาบริหารรัฐกิจ Kentucky State University จากประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตร การสอบสวนเหตุระเบิด (ATF-ILEA) และหลักสูตร FBI National Academy,Quantico,VA,USA., ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาเริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งนายเวรผู้บังคับการ ประจำกรมตำรวจ สำนักงานกำลังพล

บนเส้นทางสีกากี บิ๊กแป๊ะได้รับฉายาจากสื่อมวลชนมากมาย อาทิ “แป๊ะ 8 กิโล” เนื่องจากมีส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 65 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ารูปร่างเล็ก แต่เมื่อสวมเครื่องแบบแล้วพกพาอาวุธปืนขนาดต่างๆ พร้อมแมกกาซีนบรรจุกระสุน และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กุญแจมือ ไฟฉาย ติดตัวไว้เสมอ รวมกันทั้งหมดมีน้ำหนักประมาณ 8 กิโลกรัม จึงกลายเป็นฉายาดังกล่าว

ถัดมาได้รับฉายา “สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา” เนื่องจากสมัยเป็น ผบก.ตปพ. มีการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาด้วยแก๊สน้ำตา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้ชายคนหนึ่งถูกระเบิดจนขาขาด พล.ต.ต.จักรทิพย์ จึงถอดเสื้อของตัวเองออกมาใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั่นเอง

จากนั้นในปี 2553 ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "น.1 อีซีพาส" เนื่องจากติดยศ พล.ต.ท. อย่างรวดเร็ว และเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมรุ่นบางคนยังเป็นแค่สารวัตรเท่านั้น

“ฉายาต่างๆ เหล่านี้ สื่อมวลชนเป็นผู้กำหนดให้ อย่าง น.1 อีซี่พาส เขาอาจจะมองว่าผมโตเร็วในอาชีพนี้ หรือช่วงชีวิตนี้ได้รับการโปรโมตเร็วขึ้น แต่จริงๆ แล้วถ้าทุกคนแฟร์ก็จะรู้ว่าผมทำงานแบบไหน อย่างไร ผมไม่ได้เอาแต่วิ่งเต้นนะ (น้ำเสียงหนักแน่น) เวลาทำงานผมก็ทุ่มเท แต่พอสื่อให้ฉายา ผมก็เฉยๆ (ยิ้ม) น.1 อีซีพาส ผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมทำงานด้วยความไว้วางใจแลกมันมา ไม่มีอะไรมาก ใครที่คบกับผมแล้วให้ 100% ผมก็คบ 100% ด้วย ใครให้ 20% ผมก็ให้กลับไปให้ 20% ชีวิตผมง่ายๆ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลย แต่ผมจะรู้ว่าใครคบกับผม 100%” ทิ้งประโยคชวนสงสัยว่าใครบ้างที่เขาให้ใจได้ 100%

// ไม่ยึดติดตำแหน่ง ผบช.น.

ตลอดอายุราชการ 28 ปี พล.ต.ท.จักรทิพย์ผ่านคลื่นลมและมรสุมมาหลายครั้งหลายครา แต่ดูเหมือนว่าฤดูกาลโยกย้ายตำแหน่งในช่วงเดือนกันยายนนี้ อาจส่งผลให้เก้าอี้ ผบช.น. ต้องสั่นคลอน จากกรณีคลิปบ่อนพนันกลางกรุง เขาตอบน้ำเสียงราบเรียบ สุขุมกว่าเคย

“ผมเฉยๆ นะ ถือว่าวันหนึ่งเขาจะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง แม้แต่ปัจจุบันนี้ ผมได้เป็นผู้บัญชาการสมัยท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จนมาถึงวันนี้ ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าผมจะอยู่ได้หรือเปล่า แต่ผมก็เฉยๆ (ยิ้ม)

ผมพูดตลอดว่าผมก็เหมือนนักกีฬา โค้ชจะรู้ ซึ่งโค้ชคือรัฐบาล ผู้ช่วยโค้ชก็คือ ผบ.ตร. เขาจะรู้ว่านักกีฬาคนนี้เล่นตำแหน่งไหนได้ ถ้าวันนี้โค้ชบอกให้ผมเปลี่ยนตำแหน่ง ผมก็ยอม ผมไม่ดื้ออยู่แล้ว หมดเวลาผมก็กลับ หมดวาระตรงนี้ก็คือถึงวาระการแต่งตั้งโยกย้าย ถึงเวลาก็ต้องไป ผมจะไม่มีโอดครวญ หรืออยากเล่นต่อ อะไรก็แล้วแต่ ทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่โค้ชเป็นคนตัดสินใจ ผมไม่เคยยึดติดนะ หมายความว่าถ้าต้องสู้ต่อผมก็จะเฉยๆ ไปก็ไป อยู่ก็อยู่ ขึ้นก็ขึ้น ถามว่า 1 ปี ที่ผมอยู่นครบาลมาตลอด ก็ต้องพิจารณาดูว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน อย่างไร ผมง่ายๆ สบายๆ” กล่าววิธีคิดกับอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ

แม้ที่ผ่านมาการก้าวสู่ตำแหน่ง ผบช.น. จะมีคำครหาว่าเพราะเป็นคนของ ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ตาม? “ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับท่านมาก่อน แต่ท่านก็เอามาใช้ ทุกคนมองว่าผมเป็นคนของการเมือง มาถึงขั้นนี้แล้วจะมาบอกว่าไม่รู้จักท่านสุเทพ ผมก็บอกได้ว่ามันไม่ใช่เรา ถ้าผมรู้จักก็บอกว่ารู้จัก สมัยที่ผมเป็นผู้การตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมก็เคยรับใช้ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณเหมือนกัน พูดไปแล้วผมรู้จักท่านทั้งสองฝ่าย เพียงแต่โค้ชที่ว่านั้นจะเรียกเรามาใช้อย่างไรเท่านั้นเอง สิ่งที่สำคัญคนเราเป็นคนเก็บความลับและไว้วางใจได้แค่ไหน ความจริงใจและความกตัญญูเท่านั้นที่พอจะอยู่ได้จากอำนาจรัฐบาล ซึ่งเขาก็รู้ว่าผมเป็นคนอย่างนี้” ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงจริงใจและแน่วแน่ในคำตอบ

เกมการเมืองอาจพัดพาให้นักกีฬาเซถลาได้ในบางครั้ง แต่สิ่งที่จะทำให้ยืนหยัดและอยู่ได้อย่างมั่นคง คือความเป็นนักกีฬาตัวจริง เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นโค้ช นักกีฬาฝีมือดีย่อมมีที่อยู่เสมอ