
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เรื่องเล่า....ชัชเตาปูน ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ

เรียน ชาวบ้านซอยภาณุรังษี
"รู้จักพอ ก่อสุข ทุกสถาน" สุภาษิตสอนใจของท่านเจ้าคุณนร
ถ้าท่านอดีตนายกฯทักษิณยึดสุภาษิตของเจ้าคุณนรเป็นหลักในการดำรงชีวิต
ป่านนี้ท่านก็คงไม่ต้องระเหเร่ร่อนเป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น
และคงไม่ต้องทำให้พี่น้องชาวอีสานถูกจับดำเนินคดีเผาบ้านเผาเมืองหรอกครับ
ที่ผมยกสุภาษิตของเจ้าคุณนรขึ้นมาก็เพราะว่า
ครั้งหนึ่งท่านอดีตนายกฯทักษิณตอนที่ยังจนๆอยู่ เคยพูดกับคุณบารอน เพื่อนรักของผมว่า "พี่ครับ ผมจน ขอผมเกิดเถิดครับ" คุณชาวบ้านซอยภาณุรังษีคงสงสัยว่าทำไมท่านอดีตนายกฯทักษิณถึงพูดอย่างนี้ ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ เรื่องเดิมมีอยู่ว่า ท่านอดีตนายกฯทักษิณท่านเอาเงินไปวางมัดจำค่าที่บริเวณบางบัว ซึ่งเป็นบริเวณที่จอดรถของขสมก.อยู่ขณะนี้ และท่านก็นำที่แปลงนี้ไปให้ ขสมก.เช่าเป็นพื้นที่จอดรถ ทั้งๆที่ยังไม่มีสิทธิขาดในการให้เช่า
แต่ด้วยท่านมีศิลปะในการพูด ทาง ขสมก.จึงจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าให้ท่านไปเลยครั้งเดียวทั้งสิบปี และท่านก็นำค่าเช่าที่ทางขสมก.จ่ายให้ท่านทั้งสิบปีนี้ไปจ่ายค่าที่ส่วนที ่เหลือกับเจ้าของเดิม เห็นไหมครับ ขสมก.กับท่านอดีตนายกฯทักษิณทำถูกต้องหรือเปล่า ที่นำเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าถึงสิบปี ซึ่งไม่มีที่ไหนเขาทำกัน แต่ด้วยความเป็นนักเจรจาที่มีจิตวิทยาชั้นสูงของท่าน
เมื่อท่านมาขอพบคุณบารอนเพื่อนรักของผม และพูดว่า "ผมจน ขอผมเกิดเถอะครับ" เพื่อนรักของผมจึงใจอ่อน และดึงเอกสารทั้งหมดที่กำลังจะไปยื่นให้กับปปป.คืนท่านอดีตนายกฯทักษิณไป หรืออีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นประมาณ 20 ปีที่แล้ว สมัยนั้นท่านอดีตนายกฯทักษิณยังรับราชการตำรวจ และทำอาชีพวิ่งหนัง(ซื้อภาพยนตร์ไปขาย)สายภาคเหนือด้วย
และมีความสนิทสนมกับพี่ประเทือง ตรีเมฆ ผู้อำนวยการสร้างหนังสมัยนั้น วันหนึ่งท่านอดีตนายกฯทักษิณต้องการจะสร้างหนังเอง จึงติดต่อให้พี่ประเทืองเป็นผู้ดำเนินการหาเงินให้ ด้วยความรักพวกพ้อง และโอบอ้อมอารี ก็รับปากไป โดยอดีตนายกฯทักษิณได้นำเช็คที่มีลายเซ็นต์ของอดีตนายกฯทักษิณมายื่นให้พี ่ประเทืองกรอกตัวเลขค่าใช้จ่ายในการทำหนังทั้งหมดลงในเช็คใบดังกล่าว ซึ่งพี่ประเทืองได้เขียนตัวเลขในเช็คไป 8 แสนบาท
พร้อมกับเซ็นสลักหลังเช็คของอดีตนายกฯทักษิณใบนี้ เพื่อให้ธนาคารกรุงเทพออกโอดีเงินจำนวน 8 แสนบาทออกมาใช้ก่อน หลังจากได้เงินมาแล้ว อดีตนายกฯทักษิณได้เอาไป 5 แสนบาท แบ่งมาให้พี่ประเทือง 3 แสนบาทเป็นค่าใช้จ่ายทำหนัง ต่อมาสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดี อดีตนายกฯทักษิณมาบอกว่า ไม่สร้างหนังแล้ว ให้พี่ประเทืองนำเงินจำนวน 3 แสนบาทมาคืน ซึ่งพี่ประเทืองตอบกลับไปว่า ไม่มี ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาให้ เพราะได้นำไปใช้จ่ายในการสร้างหนังหมดแล้ว
ในเวลาเดียวกันขณะนั้นทางธนาคารกรุงเทพก็ได้โทรศัพท์ติดต่อพี่ประเทืองมาว่า เช็คของอดีตนายกฯทักษิณที่พี่ประเทืองเซ็นสลักหลังค้ำประกันไว้นั้นเด้ง พี่ประเทืองก็เลยติดต่อกลับไปหาอดีตนายกฯทักษิณว่าจะทำอย่างไร แต่ก็ได้รับคำตอบแกมขอร้องจากอดีตนายกฯทักษิณว่า "ผมขอให้พี่ประเทืองรับไปก่อน แล้วผมจะนำเงินมาจ่ายให้ทีหลัง
เนื่องจากผมกำลังทำเรื่องขอกู้เงินเพื่อไปซื้อดาวเทียม หากมีคดีความเกิดขึ้น ผมจะไม่สามารถกู้เงินได้ ถ้าจบเรื่องซื้อดาวเทียมแล้ว ก็จะให้ทนายดำเนินการแก้ไขให้" พี่ประเทืองก็เชื่อใจ ตอบรับไป จวบจนผ่านพ้นไป 10 ปี อดีตนายกฯทักษิณก็ไม่ยังยอมนำเงินจำนวนดังกล่าวมาจ่ายให้ ในที่สุดพี่ประเทืองก็ต้องเป็นหนี้ และถูกธนาคารฟ้องร้องเรียกทั้งต้นและดอกเป็นเงิน 2 ล้านบาท ซึ่งพี่ประเทืองไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาชดใช้ให้
ท้ายที่สุดก็ต้องถูกศาลสั่งล้มละลาย จนไม่สามารถสร้างหนัง หรือประกอบกิจการอะไรได้ ครอบครัวพี่ประเทืองต้องตกระกำลำบาก ลูกทั้ง 4 คนกำลังเรียนอยู่ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาส่งลูกเรียน จนกระทั่งต่อมาอดีตนายกฯทักษิณได้เป็นรมต.ต่างประเทศ พี่ประเทืองก็ไปติดต่อ ขอเข้าพบเพราะหวังจะได้เงินคืน แต่ก็ไม่ได้เข้าพบ กระทั่งพี่ประเทืองเสียชีวิตลง และก่อนพี่ประเทืองจะเสียชีวิตลงในที่สุด ครอบครัวลำบากมาก ก็ได้มาฝากลูกชายทำงานกับผมที่สยามรัฐ และทำงานอยู่กับผมมาจนบัดนี้
ต่อมาท่านอดีตนายกฯทักษิณได้เป็นนายกฯ ลูกเมียพี่ประเทืองก็ได้ติดต่อขอเข้าพบ แต่ก็ไม่ได้พบเช่นเคย จนต้องเขียนจดหมายจ่าหน้าซองว่า เป็น "จดหมายของคนตาย" อดีตนายกฯทักษิณจึงได้คืนเงินให้จำนวน 8 แสนบาท แต่ไม่เคยถามถึงดอกเบี้ยที่ธนาคารบวกเพิ่มขึ้นมาอีกกว่าล้านบาทแต่อย่างใด เมื่อได้เงินจำนวน 8 แสนบาทมาแล้ว เมียพี่ประเทืองจึงนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายหนี้ให้กับธนาคารกรุงเทพฯ พร้อมทั้งขอร้องกับธนาคารให้ผ่อนปรนให้ ซึ่งในที่สุดธนาคารก็ยอมยกดอกเบี้ยให้ จึงสามารถปลดหนี้จำนวนนี้ลงไปได้
แต่กว่าจะปลดหนี้ก้อนนี้ซึ่งท่านอดีตนายกฯทักษิณเป็นผู้สร้างไว้กับครอบครัวพี่ประเทืองได้ ท่านอดีตนายกฯทักษิณจะรู้ไหมว่า ได้สร้างความทุกข์ให้กับครอบครัวพี่ประเทืองไว้มากมายเท่าไหร่ จากที่พี่ประเทืองมีอนาคตหน้าที่การงานก้าวหน้าอีกไกล และมีเงินสามารถเลี้ยงครอบครัวอย่างสบาย กลับต้องมาเป็นหนี้สิน และล้มละลาย กระทั่งลูกเมียต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก ที่ผมเล่าเสียยืดยาว ก็เพื่อให้คุณชาวบ้านซอยภาณุรังษีได้เห็นภาพว่า ถ้าท่านอดีตนายกฯทักษิณรู้จักพอ ก่อสุข ทุกสถาน ตามสุภาษิตของท่านเจ้าคุณนรที่ท่านให้สติเอาไว้ ป่านนี้ท่านอดีตนายกฯทักษิณก็คงไม่มีสภาพเช่นนี้หรอกครับ ใช่ไหม และประเทศเราก็คงไม่ต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งออกมาเผาบ้านเผาเมือง> ให้เห็นกันอยู่อย่างนี้ บาปกรรมมีจริงนะครับ นับถือ
ชัช เตาปูน>>>> 27 พ.ค. 2553
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ไว้อาลัย...“ อ.ทิวา เงินยวง” เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

วันที่ 11 มิ.ย.53
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่โรงพยาบาลราชวิถี อ.ทิวา เงินยวง ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียชีวิตลงแล้ว เนื่องจากอาการป่วยจากโรคมะเร็งลำไส้รวมอายุ 59 ปี โดยจะมีการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันนี้(12 มิ.ย.) เวลา 16.00 น. ที่วัดนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม
อย่างไรก็ตาม นายทิวา ได้เข้ารักษาตัวที่ ตึกอายุรกรรม โรงพยาบาลราชวิถี ตั้งแต่ก่อนหน้านี้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ขณะที่ประวัติที่ผ่านมานั้น นายทิวา เงินยวง เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรียนจบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมดี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอกทางกฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร
ผมขอให้อาจารย์หลับให้สบายครับ....
เสธ.ไก่อู ขอบคุณแฟนคลับผ่าน WhO? Magazine วางแผงแล้ว
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553
“SOMSAK Birthday Party” Exclusive party on the beach


“SOMSAK Birthday Party”
Exclusive party on the beach
เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วซะเหลือเกิ๊นน.. เผลอแป๊บเดียวก็เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครา สำหรับงานวันเกิดของช่างผมกรรไกรเพชร สมศักดิ์ ชลาชล และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมศักดิ์ ชลาชล ซะอย่าง ทำอะไรก็ต้องสุดเหวี่ยง เริ่ด หรู อลังการ
ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงร้อนระอุ สมศักดิ์ เลยผุดไอเดียเก๋ไก๋ ไฮโซ ชวนพี่น้องและเหล่าเกลอแก๊งค์ แพ็คกระเป๋าไปลั๊นลา... ดับร้อน ณ บ้านลักษสุภา หัวหิน โดยจัดปาร์ตี้ Birth Day สุดโคซี่ ท่ามกลางสายลมแห่งท้องทะเล หาดทรายขาวๆ และบรรยากาศการ์เด้นแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัว โดยงานนี้ได้ปิดหาดทราย พร้อมเนรมิตให้เปรียบเสมือนเป็นเกาะสวาทหาดสวรรค์ที่เต็มไปด้วยแสง สี เสียง ตระการตา และตื่นตาตื่นใจไปกับโชว์ชุดพิเศษสุดจากภัทราวดีเธียเตอร์, การแสดงของเหล่าพนักงานชลาชลที่พร้อมใจกันอย่าง เซอร์ไพรส์ให้กับบอสใหญ่แห่งชลาชล, ตามด้วยระบำหน้าท้องสุดเซ็กซี่จากคุณรุจิตร สุธนะเสรีพร ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อมอบให้เป็นของขวัญสำหรับเพื่อนเลิฟสุดซี้ ปิดท้ายด้วยเสียงเพลงเพราะๆ จากการขับกล่อมของ มิว AF นวปฎล มิ่งทุม
ไฮไลท์ของงานอยู่ที่ “เค้กก้อนโตมหึมา” ที่ถูกตกแต่งให้คล้ายกับเค้กแต่งงาน แต่ไม่ธรรมด๊า...ธรรมดาก็ตรงที่รูปตุ๊กตาเจ้าบ่าว-เจ้าสาว กลายเป็นตุ๊กตาชายทั้งคู่ เรียกเสียงเกรียวกราวและสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก
ซึ่งภายในงานมีเหล่าบรรดา ดาราและเซเลบริตี้คนดังตบเท้ากันเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยแต่ละคนต่างก็แต่งองค์ทรงเครื่องงัดกลเม็ดเด็ดพลาย แบบไม่มีใครยอมใคร
ในชุดด๊อก...ดอกเข้ากับธีมงาน เรียกได้ว่างานนี้เป็นสุดยอดแห่งงานปาร์ตี้ที่มอบความสุขสนุกสนาน อย่างไร้ขีดจำกัด ครบทุกความบันเทิงที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง
ตามแบบฉบับ สมศักดิ์ ชลาชล



วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผลิตรายการเกี่ยวกับภาพยนตร์ “Major Gold Pass” ออกอากาศทุกวันทางช่อง 9 ก่อนเคารพธงชาติ แจกตั๋วหนังวันละ 100 ใบ

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผลิตรายการเกี่ยวกับภาพยนตร์อัพเดททั้งแวดวงภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ กับ รายการ “Major Gold Pass” ออกอากาศทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 07.55-08.00 น. เป็นเวลา 5 นาที ก่อนเคารพธงชาติ ได้ดีเจชื่อดังขวัญใจวัยรุ่น เชา เชา เป็นพิธีกร และให้ผู้ชมร่วมสนุกตอบคำถาม ส่งทางเอสเอ็มเอส หมายเลข 4221421 แจกรางวัลบัตรชมภาพยนตร์ 10 รางวัล ๆ ละ 10 ที่นั่ง มากถึง 100 ใบต่อวัน โดยออกอากาศเทปแรกในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป อย่าลืม...ติดตามชมและลุ้นรับรางวัลชมภาพยนตร์ฟรี
เรื่องราวของรายการที่ออกอากาศในแต่ละวันมี ดังนี้ วันจันทร์ แนะนำภาพยนตร์ไทยเรื่องเด่น ที่จะเข้าฉายในสัปดาห์นั้นๆ วันอังคาร แนะนำภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องเด่นที่จะเข้าฉาย วันพุธ นำเสนอเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ สัมภาษณ์ผู้กำกับและดารา เยี่ยมชมกองถ่ายหรือพูดถึงดารา นำแสดงในภาพยนตร์ วันพฤหัสบดี แนะนำหนังเข้าใหม่ประจำสัปดาห์ และ วันศุกร์ จัดอันดับภาพยนตร์ที่ผู้ชมอยากดูมากที่สุดประจำสัปดาห์
เรื่องราวของรายการที่ออกอากาศในแต่ละวันมี ดังนี้ วันจันทร์ แนะนำภาพยนตร์ไทยเรื่องเด่น ที่จะเข้าฉายในสัปดาห์นั้นๆ วันอังคาร แนะนำภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องเด่นที่จะเข้าฉาย วันพุธ นำเสนอเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ สัมภาษณ์ผู้กำกับและดารา เยี่ยมชมกองถ่ายหรือพูดถึงดารา นำแสดงในภาพยนตร์ วันพฤหัสบดี แนะนำหนังเข้าใหม่ประจำสัปดาห์ และ วันศุกร์ จัดอันดับภาพยนตร์ที่ผู้ชมอยากดูมากที่สุดประจำสัปดาห์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ : คุณภัสสรภพ ชินตระกูล, คุณนัยน์ปพร สัจจวรกุล
คุณดวงใจ ยงยิ่งเชาว์
โทร. 02-511-5427-36 ต่อ 532, 533
โทรสาร 02-511-5821
สตีเฟน ยัง ลูกชายทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย วิพากษ์การเมืองไทย
นายสตีเฟน ยัง นักศึกษาฮาร์วาร์ด ในฐานะที่เป็นลูกชายทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และเป็นผู้เติบโตและศึกษาเล่าเรียนอยู่ในเมืองไทย จึงได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการปกครอง ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมมาจนถึงการเข้ามาของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์การเปิดสกู๊ปสัมภาษณ์ นายสตีเฟน ยัง โดย นายสิทธิชัย หยุ่น เป็นผู้ซักถาม ในรายการชีพจรโลก ซึ่งเนื้อหาใจความของคำสัมภาษณ์ มีดังนี้ นายสตีเฟน กล่าวว่า บิดาของตนใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใกล้ชิดกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ปี 2504 จึงได้เห็นช่องว่างระหว่างคนชนชั้นสูงกับคนจนในชนบทอย่างชัดเจน จนมาถึงปัจจุบัน ปี 2552 ตนได้ยินกลุ่มคนเสื้อแดงพูดว่า ไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยในกรุงเทพฯ กับคนจนในชนบท ทำให้ตนคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะทุกวันนี้ช่องว่างมีเพียงแค่นี้ เทียบกับที่ประเทศสหรัฐฯ ก็มีช่องว่างเช่นกัน
นายสตีเฟนกล่าวต่อว่า ตนเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2504 ซึ่งเป็นเวลากว่า 48 ปีมาแล้ว โดยตนมาอยู่ตั้งแต่ประเทศไทยยังไม่มีไฟฟ้า และน้ำประปาใช้ รวมทั้งถนนยังเป็นดินลูกรัง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ประเทศไทยมักเจอเรื่องราวแปลกประหลาดเสมอ ทำนองว่าประเทศนี้ยังไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยปัญญาชนบางคนที่ต้องการปฏิวัติอำนาจ เขามองว่าเรื่องนี้ไร้สาระ และทำให้สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนมองเห็นความทะเยอทะยานของผู้ชายชื่อ" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจในเครือชินคอร์เปอเรชั่นฯ และสัมปทานโทรศัพท์ของรัฐบาลด้วยระบบผูกขาด นายสตีเฟน ย้ำว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเงินได้เยอะ และกลายเป็นคนรวย เพราะรัฐบาลได้มอบฐานะบุคคลอภิสิทธิ์ให้เขา พร้อมทั้งให้สิทธิพิเศษในการผูกขาดด้านต่างๆ จึงทำให้การปกครองของคนชั้นสูงหรือกลุ่มคนร่ำรวย มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น “ นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มจากความยากจนแล้วไต่เต้าขึ้นมารวย เขามีสายสัมพันธ์พิเศษ และผมเห็นเขาใช้สายสัมพันธ์พิเศษเหล่านั้น” นายสตีเฟน กล่าว
นายสตีเฟนกล่าวอีกว่า สำหรับตนแล้วมุมมองความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแบบจักรพรรดิจีน นั่นคือ ในสมัย“ ฉิน จื่อ หวาง” ได้มีการแบ่งชนชั้น เสมือนเบื้องบนเป็นสวรรค์ ถัดลงมาเป็นคนคนนึง ส่วนเบื้องล่างคือคนที่เหลือ แล้วเข้าควบคุมรัฐบาล ตำรวจ ผู้พิพากษา นักธุรกิจ โทรทัศน์ และนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ทุกสิ่งอยู่ใต้เขา ซึ่งไม่เคยมีผู้นำไทยคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พยายามทำเช่นนี้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบทำให้คนไทยตัวเล็กๆ แหงนมองว่าเขาสำคัญ เพราะพวกเขามีความรู้สึกของระบบอุปถัมภ์อยู่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าไปตัดลำดับขั้นต่างๆ เพื่อเข้าไปปกครองโดยตรง ทำให้ทุกคนที่ทำงานอยู่ต้องตกภายใต้ตัวผู้นำ ไม่ใช่ความร่วมมือแบบเก่าๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี จะช่วยดูแลพวกเขาได้ แต่ถ้าถามว่าลักษณะเช่นนี้เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ตนต้องขอตอบว่า คำว่าประชาธิปไตยที่ปราศจากศีลธรรมที่ว่าย่ำแย่ที่สุดแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับความยุติธรรมที่เป็นสิ่งจำเป็นกว่านั้น
“ ย้อนกลับไปที่อริสโตเติล หากคุณเป็นประชาธิปไตย แต่คุณฉ้อโกง ทำร้ายผู้อื่น เราเรียกว่าทรราช คุณไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม นั่นเป็นระบบที่เลวร้าย อริสโตเติล กล่าวไว้ว่าทุกๆระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ ขุนนาง หรือประชาธิปไตย ต้องมีกฎหมาย มีศีลธรรม และเป็นธรรม ที่จะควบคุมอำนาจในทางมิชอบ” นายสตีเฟนกล่าว
นายสตีเฟนกล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศไทยเดินผิดทาง คือ การปกครองลักษณะเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา ที่อยู่ภายใต้การนำของ“ ฮวน เปรอง” ที่ไปบอกหากเลือกเขาเป็นผู้นำ จะเอาเงินจากคนรวยมาช่วยคนจน ทั้งที่เมื่อปี 1930 ก่อนยุค ฮวน เปรอง อาร์เจนตินาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่เมื่อเจอผู้นำเผด็จการทำลายเศรษฐกิจและสร้างพรรคเผด็จการ 70 ปีต่อมา อาร์เจนตินากลับต้องเป็นประเทศที่เผชิญกับความยากจนและแตกแยก หากประเทศไทยยังปล่อยไว้เช่นนี้ ก็จะประสบชะตากรรมเดียวกันกับอาร์เจนตินา
นายสตีเฟนย้ำอีกว่า ระบบที่ดีอยู่ที่ใครจะสร้างความยุติธรรมในสังคมได้ หรือใครจะปกครองสังคมอย่างมีศีลธรรม ซึ่งต้องมีการตรวจสอบและควบคุมกันและกันได้ เหมือนเช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นับว่าดี แต่มีบางคนที่มีเงินแล้วเข้ามาทำตัวเหมือนหนูที่จะเอาเนยแข็งไปทั้งก้อน ทำให้คุณความดีของรัฐธรรมนูญสูญหายไป เกิดเหตุผู้คนไม่พอใจ ทำการประท้วง หรือปฏิเสธการประนีประนอม โดยที่ผ่านมาตนได้ยิน พ.ต.ท.ทักษิณ พูดมาตลอดว่า เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 ที่ล้มล้างอำนาจเขา นับเป็นการข่มเหงเขามาตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยพูดว่า ตนเองฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและทำลายกฎหมายอย่างไร ยังไม่นับกับสร้างความชอบธรรมและอะลุ้มอล่วยทางกฎหมาย คือ หากจะพูดให้ชัดเจน พ.ต.ท.ทักษิณ เองที่เป็นฝ่ายทำให้กระบวนการล่มสลาย และการรัฐประหารเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการล่มสลายเท่านั้น “ ตอนนั้นผมรู้สึกเศร้าใจ อะไรคือทางออกของไทย ถ้าเดินหน้าต่อไป พ.ต.ท.ทักษิณ อาจดำเนินเหตุการณ์ไปจบลงด้วยเผด็จการแบบจีน ซึ่งไม่ดีต่อประเทศไทยแน่ๆ แต่ถ้าเลือกรัฐประหารมันก็ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศไทยไม่ควรตกอยู่ในจุดนั้น ไม่ใช่เพราะกองทัพ ไม่ใช่เพราะคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่เพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่เป็นเพราะคนๆนึงกับทีมของเขาเอง” นายสตีเฟน กล่าว
สำหรับกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ โทษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าอยู่เบื้องหลังความเดือดร้อนของประเทศ นายสตีเฟน กล่าวประเด็นนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนฉลาดในการพูด ดังนั้น เขารู้จักหัวใจคนไทยดี รู้ว่าควรจะพูดอะไรให้คนไทยคิดเหมือนเขา ซึ่งในตะวันตกเรียกว่าเป็นผู้ปลุกปั่น โดยเขาจะศึกษาตัวตนของคนฟังว่ามีอารมณ์อย่างไร แล้วก็พูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกชอบหรือห่วงใย แต่เป็นเพราะต้องการอะไรบางอย่าง นั่นคือ เสียงโหวตและความภักดี
ท้ายสุด นายสตีเฟนกล่าวว่า ตนยังหวังว่าความแตกแยกทางการเมืองในประเทศไทยจะสามารถแก้ไขได้ ถ้าหากทุกฝ่ายนั่งลงแล้วคุยกันถึงวิธีแก้ปัญหาแล้วทำงานร่วมกัน โดยทุกคนควรมีจิตสำนึกในสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จริยธรรม และความภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย พร้อมทั้งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือต้องฟังใคร รวมทั้ง ที่สำคัญกว่านั้น หากความทะเยอทะยานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกนำออกไปจากบริบทปัญหานี้ก็น่าจะมีทางออกสักทาง
“ ยารสหวานๆ แบบฉบับไทยๆ กินทุกๆ วันเป็นเดือนหรือ 3 เดือนแล้วคุณจะดีขึ้นเอง ดีกว่ายาที่กินวันเดียว แต่คนอาจไม่ชอบ ยานี้คืออะไร ผมว่ามันต้องมาจากผู้นำรัฐบาล ผู้นำพรรคการเมือง พวกเขาอาจต้องกลืนยาขม จะต้องไม่มีใครรับสินบน ใช้เวลา 3 ปี ตำรวจและทุกๆ คนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง นี่คือยาขมทำให้คนไทยได้เห็นว่านี่คือกฎเกณฑ์ใหม่” นายสตีเฟน กล่าว
นายสตีเฟนกล่าวต่อว่า ตนเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2504 ซึ่งเป็นเวลากว่า 48 ปีมาแล้ว โดยตนมาอยู่ตั้งแต่ประเทศไทยยังไม่มีไฟฟ้า และน้ำประปาใช้ รวมทั้งถนนยังเป็นดินลูกรัง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ประเทศไทยมักเจอเรื่องราวแปลกประหลาดเสมอ ทำนองว่าประเทศนี้ยังไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยปัญญาชนบางคนที่ต้องการปฏิวัติอำนาจ เขามองว่าเรื่องนี้ไร้สาระ และทำให้สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนมองเห็นความทะเยอทะยานของผู้ชายชื่อ" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจในเครือชินคอร์เปอเรชั่นฯ และสัมปทานโทรศัพท์ของรัฐบาลด้วยระบบผูกขาด นายสตีเฟน ย้ำว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเงินได้เยอะ และกลายเป็นคนรวย เพราะรัฐบาลได้มอบฐานะบุคคลอภิสิทธิ์ให้เขา พร้อมทั้งให้สิทธิพิเศษในการผูกขาดด้านต่างๆ จึงทำให้การปกครองของคนชั้นสูงหรือกลุ่มคนร่ำรวย มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น “ นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มจากความยากจนแล้วไต่เต้าขึ้นมารวย เขามีสายสัมพันธ์พิเศษ และผมเห็นเขาใช้สายสัมพันธ์พิเศษเหล่านั้น” นายสตีเฟน กล่าว
นายสตีเฟนกล่าวอีกว่า สำหรับตนแล้วมุมมองความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแบบจักรพรรดิจีน นั่นคือ ในสมัย“ ฉิน จื่อ หวาง” ได้มีการแบ่งชนชั้น เสมือนเบื้องบนเป็นสวรรค์ ถัดลงมาเป็นคนคนนึง ส่วนเบื้องล่างคือคนที่เหลือ แล้วเข้าควบคุมรัฐบาล ตำรวจ ผู้พิพากษา นักธุรกิจ โทรทัศน์ และนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ทุกสิ่งอยู่ใต้เขา ซึ่งไม่เคยมีผู้นำไทยคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พยายามทำเช่นนี้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบทำให้คนไทยตัวเล็กๆ แหงนมองว่าเขาสำคัญ เพราะพวกเขามีความรู้สึกของระบบอุปถัมภ์อยู่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าไปตัดลำดับขั้นต่างๆ เพื่อเข้าไปปกครองโดยตรง ทำให้ทุกคนที่ทำงานอยู่ต้องตกภายใต้ตัวผู้นำ ไม่ใช่ความร่วมมือแบบเก่าๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี จะช่วยดูแลพวกเขาได้ แต่ถ้าถามว่าลักษณะเช่นนี้เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ตนต้องขอตอบว่า คำว่าประชาธิปไตยที่ปราศจากศีลธรรมที่ว่าย่ำแย่ที่สุดแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับความยุติธรรมที่เป็นสิ่งจำเป็นกว่านั้น
“ ย้อนกลับไปที่อริสโตเติล หากคุณเป็นประชาธิปไตย แต่คุณฉ้อโกง ทำร้ายผู้อื่น เราเรียกว่าทรราช คุณไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม นั่นเป็นระบบที่เลวร้าย อริสโตเติล กล่าวไว้ว่าทุกๆระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ ขุนนาง หรือประชาธิปไตย ต้องมีกฎหมาย มีศีลธรรม และเป็นธรรม ที่จะควบคุมอำนาจในทางมิชอบ” นายสตีเฟนกล่าว
นายสตีเฟนกล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศไทยเดินผิดทาง คือ การปกครองลักษณะเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา ที่อยู่ภายใต้การนำของ“ ฮวน เปรอง” ที่ไปบอกหากเลือกเขาเป็นผู้นำ จะเอาเงินจากคนรวยมาช่วยคนจน ทั้งที่เมื่อปี 1930 ก่อนยุค ฮวน เปรอง อาร์เจนตินาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่เมื่อเจอผู้นำเผด็จการทำลายเศรษฐกิจและสร้างพรรคเผด็จการ 70 ปีต่อมา อาร์เจนตินากลับต้องเป็นประเทศที่เผชิญกับความยากจนและแตกแยก หากประเทศไทยยังปล่อยไว้เช่นนี้ ก็จะประสบชะตากรรมเดียวกันกับอาร์เจนตินา
นายสตีเฟนย้ำอีกว่า ระบบที่ดีอยู่ที่ใครจะสร้างความยุติธรรมในสังคมได้ หรือใครจะปกครองสังคมอย่างมีศีลธรรม ซึ่งต้องมีการตรวจสอบและควบคุมกันและกันได้ เหมือนเช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นับว่าดี แต่มีบางคนที่มีเงินแล้วเข้ามาทำตัวเหมือนหนูที่จะเอาเนยแข็งไปทั้งก้อน ทำให้คุณความดีของรัฐธรรมนูญสูญหายไป เกิดเหตุผู้คนไม่พอใจ ทำการประท้วง หรือปฏิเสธการประนีประนอม โดยที่ผ่านมาตนได้ยิน พ.ต.ท.ทักษิณ พูดมาตลอดว่า เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 ที่ล้มล้างอำนาจเขา นับเป็นการข่มเหงเขามาตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยพูดว่า ตนเองฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและทำลายกฎหมายอย่างไร ยังไม่นับกับสร้างความชอบธรรมและอะลุ้มอล่วยทางกฎหมาย คือ หากจะพูดให้ชัดเจน พ.ต.ท.ทักษิณ เองที่เป็นฝ่ายทำให้กระบวนการล่มสลาย และการรัฐประหารเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการล่มสลายเท่านั้น “ ตอนนั้นผมรู้สึกเศร้าใจ อะไรคือทางออกของไทย ถ้าเดินหน้าต่อไป พ.ต.ท.ทักษิณ อาจดำเนินเหตุการณ์ไปจบลงด้วยเผด็จการแบบจีน ซึ่งไม่ดีต่อประเทศไทยแน่ๆ แต่ถ้าเลือกรัฐประหารมันก็ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศไทยไม่ควรตกอยู่ในจุดนั้น ไม่ใช่เพราะกองทัพ ไม่ใช่เพราะคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่เพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่เป็นเพราะคนๆนึงกับทีมของเขาเอง” นายสตีเฟน กล่าว
สำหรับกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ โทษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าอยู่เบื้องหลังความเดือดร้อนของประเทศ นายสตีเฟน กล่าวประเด็นนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนฉลาดในการพูด ดังนั้น เขารู้จักหัวใจคนไทยดี รู้ว่าควรจะพูดอะไรให้คนไทยคิดเหมือนเขา ซึ่งในตะวันตกเรียกว่าเป็นผู้ปลุกปั่น โดยเขาจะศึกษาตัวตนของคนฟังว่ามีอารมณ์อย่างไร แล้วก็พูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกชอบหรือห่วงใย แต่เป็นเพราะต้องการอะไรบางอย่าง นั่นคือ เสียงโหวตและความภักดี
ท้ายสุด นายสตีเฟนกล่าวว่า ตนยังหวังว่าความแตกแยกทางการเมืองในประเทศไทยจะสามารถแก้ไขได้ ถ้าหากทุกฝ่ายนั่งลงแล้วคุยกันถึงวิธีแก้ปัญหาแล้วทำงานร่วมกัน โดยทุกคนควรมีจิตสำนึกในสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จริยธรรม และความภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย พร้อมทั้งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือต้องฟังใคร รวมทั้ง ที่สำคัญกว่านั้น หากความทะเยอทะยานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกนำออกไปจากบริบทปัญหานี้ก็น่าจะมีทางออกสักทาง
“ ยารสหวานๆ แบบฉบับไทยๆ กินทุกๆ วันเป็นเดือนหรือ 3 เดือนแล้วคุณจะดีขึ้นเอง ดีกว่ายาที่กินวันเดียว แต่คนอาจไม่ชอบ ยานี้คืออะไร ผมว่ามันต้องมาจากผู้นำรัฐบาล ผู้นำพรรคการเมือง พวกเขาอาจต้องกลืนยาขม จะต้องไม่มีใครรับสินบน ใช้เวลา 3 ปี ตำรวจและทุกๆ คนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง นี่คือยาขมทำให้คนไทยได้เห็นว่านี่คือกฎเกณฑ์ใหม่” นายสตีเฟน กล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















